Tuesday, November 24, 2009

เรียนรู้จากการตายของพ่อลองภาค1

เรียนรู้จากการตายของพ่อลองภาค1

บางที คนตายสอนอะไรเรามากกว่า คนเป็นเสียอีก

เรียนรู้จากความตายของตาลองภาค 1

ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม

ผมเองเป็นเภสัชกรคนหนึ่ง ที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในหมู่บ้าน ไม่แตกต่างจากหมออนามัยคนอื่นๆ หมอแต่ละ คน จะดูแลหมู่บ้าน คนละ 1-2 หมู่บ้าน โดยที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน จะดูแล 1 หมู่บ้าน ส่วนหมออนามัย 1 คนจะดูแลมากถึง 2 หมู่บ้าน โครงการนี้ จะอยู่ในโครงการใกล้บ้านใกล้ใจของนายแพทย์อภิสิทธิ ธำรงวรางกูร ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศนั่นเอง เภสัชกรอย่างผมเลยต้องทำหน้าที่สารพัดอย่าง ไม่แตกต่างจากหมออนามัย ซึ่งได้แก่ การสำรวจข้อมูลหมู่บ้าน การเยี่ยมผู้ป่วย การป้องกันโรคไข้เลือกออก การเยี่ยมหญิงหลังคลอด การล้างแผลผู้ป่วย การคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ฯลฯ

ตาลองก่อนเสียชีวิต 1 เดือน

ตาลองเป็นผู้สูงอายุ ที่ขยันอย่างหาตัวจับยาก แกจะตื่นมาทำงาน ตั้งแต่ตี 4 และทำงานไม่หยุดนิ่ง จนถึง 3 ทุ่มแล้ว จึงเข้านอน ตาลองแกมีลูกมากมาย หลายคน โดยแกมีลูกถึง 12 คน ภรรยาของตาลอง มีชื่อว่า ยายปุ่น ปีนี้ ตาลองบ่นปวดแน่นท้องตลอดเวลา บางครั้งก็บ่นว่าปวดแสบลำไส้ เป็นมาหลายปี ไม่หายสักที ในปี พ.ศ.2552 ตาลองก็มีอายุครับ 81 ปีพอดี ตาลองแก เป็นคนมีรูปร่างสูงผอมเหมือนไม้เสียบผี ปกติตาลองมักไม่อยู่บ้าน เนื่องจากแกจะไปทำงานในที่นาของแก หากมีเวลาว่างตาลอง แกจะไปหาปลา ยิงนก ยิงหนู ตามเรื่อง หรือถ้าตาลองแกอยู่บ้าน แกก็จะไม่อยู่เฉยๆ แกจะทำงานสานข้อง สานตระกร้าไปเรื่อยครับ

สำหรับครอบครัวตาลองนั้น ผมได้มีโอกาสมาข้องเกี่ยว เนื่องจากผมมาเยี่ยมเด็กเกิดใหม่ ซึ่งก็คือหลานสาวตาลองนั่นเอง หลานสาวตาลองเมื่อเกิดมา พบว่ามีปัญหา เนื่องจากแม่คลอดลูกบนรถกระบะ ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลการคลอดลูกบนรถ ทำให้ไม่มีใครตัดสายสะดือให้ ทำให้เลือดจากแม่ไหลลงไปหาทารก ทำให้ทารก มีระดับ Hct สูงถึงร้อยละ 80 ทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องส่งต่อทารก ไปที่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเพื่อรักษาตัวนานกว่า 5 วันจึงสามารถกลับบ้านได้

นอกจากนั้น พ่อของทารก(น้องนัท) ที่ชื่อสิน แกชอบดื่มสุราจนเมามายอยู่บ่อยๆ ทำให้บางครั้ง หลายคน ถึงกับเอือมระอา กับคอสุรานายสินคนนี้ มาก แต่เมื่อนายสินได้ลูกสาว ผมจึงได้คุยกับนายสินว่า ควรจะเลิกดื่มสุราเพื่ออนาคตของลูกสาว ซึ่งนายสินก็ตบปากรับคำเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ภรรยาตาลอง ที่มีชื่อว่ายายปุ่น ก็มักมีอาการปวดหัว เวียนหัวบ่อยพอ วัดความดันโลหิต ความดันที่วัดได้ก็มักจะสูง แต่พอยายปุ่นนอนพักไม่นาน ความดันโลหิตก็จะลดลงสู่ภาวะปกติเสมอ

ยายปุ่นภรรยาตาลอง

ในช่วงแรกตาลองมักจะบ่นกับผมเสมอว่า มักปวดแน่นท้องบ่อยๆ ไม่หายเสียที ผมก็เอายา ขับลมให้ตาลองกินอาการก็พอทุเลาแต่ก็ไม่หายเสียที ผมชักสงสัยอยู่ในใจแล้ว ว่าตาลองแกจะเป็นโรคมะ... เพราะตาลองนั้นชอบกินปลาดิบและดื่มสุราอยู่บ่อยๆ มานานแล้ว ลูกหลานตาลองก็ได้พาตาลองไปตรวจกับหมอคลินิกหลายครั้ง แต่หมอไม่ได้บอกตาลองเสียทีว่า ตาลองป่วยเป็นอะไรกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามผมคาดว่า ตาลองแกคงเป็นมะเร็งตับหรือท่อน้ำดีแน่นอน ตาลองแกทนกับความสงสัยไม่ไหว เลยไปคลินิกอีกครั้ง เค้นถามกับแพทย์จนได้ ว่าตาลองแกเป็นมะเร็งตับ หมอบอกว่าเป็นเยอะแล้ว อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนหรอก ตาลองพอแกรู้ว่าตนเองเป้นมะเร็งตับ แกก็ตกใจพอสมควร แต่แกก็รับได้พยายามไป ดูแลตนเองตามที่ผมแนะนำได้แก่ ดื่มน้ำใบหญ้านาง งดหรือลดเนื้อสัตว์ ออกไปนั่งตาดแดดยามเช้า โดยใช้ใบตองกล้วยห่มผิวหนังไว้ นอกจากนี้ ให้ตาลองไปเดินเล่นเท้าเปล่า ที่สนามหญ้าในโรงเรียนศรีสุขทุกวัน ได้ผลครับ เมื่อตาลองทำตามคำแนะนำ อาการปวดท้องก็ลดลงมาก ทานข้าวดี นอนหลับสนิทและหลับลึกมากขึ้น

สำหรับอาการของผู้ป่วยมะเร็งตับนั้นมักมี อาการปวดแน่นท้องนาน ไม่หายเสียที ผู้ป่วยมักจะเบื่ออาหาร บางรายมีอาการดีซ่านและท้องมานเกิดร่วมด้วย ในการรักษาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่เน้น การวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด หรือรักษาความผิดปกติของโรคโดยต้องค้นหาสาเหตุของการเกิดโรคอย่างเป็นขั้น เป็นตอน แต่สำหรับการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย เราจะเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้คนไข้ทุกทรมานน้อยที่สุด

ในกรณีของพ่อลองมีอาการปวดแน่นท้อง และนอนไม่หลับ ยาที่ได้ก็จะเป็นยา Simethicone แก้แน่นท้อง Amitriptylline ช่วยให้นอนหลับและแก้ภาวะทางเดินอาหารผิดปกติด้วย ในช่วงที่ตาลองปวดมากๆ จากมะเร็งผมได้สอนตาลองหายใจแบบทำสมาธิ ในรูปแบบยุบหนอพองหนอ สำหรับอาการปวดจะให้ตาลองกินยา พาราเซตามอลทุก 6 ชั่วโมง สลับกับการกินยา ทรามาดอล 50 มิลลิกรัมทุก 8 ชั่วโมง การให้ยาแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้คนไข้ปวดมากๆ แล้วมาขอมอร์ฟีนแก้ปวด แต่เป็นการให้ยาตามช่วงเวลา เพื่อข่มอาการปวดไว้ตลอด ทำให้ตาลองไม่ปวดทรมานมาก โดยตั้งแต่ตาลองป่วยจนเสียชีวิตไม่เคยใช้ยามอร์ฟีนแม้แต่หลอดเดียวเลย ซึ่งต่างจากการให้ยาแก้ปวดแบบเดิม คือเมื่อคนไข้บ่นปวดมากๆ พยาบาลจึงค่อยรายงานแพทย์เพื่อให้มอร์ฟีนต่อไป

การให้ยาแบบนี้ ทำให้คนไข้ต้องทุกข์ทรมานมาก ในช่วงสุดท้ายของตาลอง นั้น ตาลองได้นอนพักอยู่บ้าน ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของลูกหลานและญาติพี่น้อง ตาลองแกเองก็ไม่ค่อยอยากจะไปโรงพยาบาลอยู่แล้ว ปกติผมเองจะเข้าไปเยี่ยมตาลอง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อดูแลเรื่องการใช้ยา อาหาร และสอนการนวดมือ นวดเท้าให้ตาลอง โดยสอนให้ลูกสาวตาลองชื่อป้าบัว นวดจนตาลองรู้สึกสบายจนนอนหลับไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยานอนหลับทุกวันเหมือนเช่นเดิม นอก จากนี้ ผมยังให้ตาลองท่องคาถาหัวใจธรรมะที่ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้น การท่องบทธรรมแบบนี้ ทำให้ตาลองจิตใจสงบลงมากทีเดียว

ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายผู้ที่รับงานหนักก็คือลูกสาวป้าบัวและภรรยา ตาลองชื่อแม่ปุ่น มาคอยดูแลตาลองช่วยกันตลอดวัน ตลอดคืน โดยปกติแม่ปุ่นจะมีปัญหาความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว เมื่อตาลองป่วยหนักยายปุ่นคงเครียดและไม่ค่อยได้นอนเต็มอิ่ม ทำให้ความดันโลหิตขึ้นสูงบ่อยๆ บางครั้งความดันขึ้นถึง 200 มม. ปรอทเลยทีเดียวครับ พอความดันสูงขนาดนี้ ผมก็ได้ให้ อสม.พายายปุ่นไปตรวจกับแพทย์เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างเป้นเรื่อง เป็นราวทันทีครับ

ป้าบัวลูกสาวตาลอง

หมวดหมู่: การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อ. 24 พ.ย. 2552 @ 17:30 แก้ไข: อ. 24 พ.ย. 2552 @ 21:31

ความเห็น

1.
P
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 18:25
#1694309 [ ลบ ]

สวัสดีครับท่านศุภรักษ์ การเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายดีที่สุดคือดูแลใจให้สงบ ชอบใจที่ท่านได้แนะนำ

"ผม ยังให้ตาลองท่องคาถาหัวใจธรรมะที่ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้น การท่องบทธรรมแบบนี้ ทำให้ตาลองจิตใจสงบลงมากทีเดียว"

งานของพวกเราชาวสาธารณสุขทุกอย่างคือบุญ กุศลแน่แท้ครับท่าน

2.
P
หมอสีอิฐ
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 18:39
#1694328 [ ลบ ]

พี่อภิสิทธิ ธำรงวรางกูร กล่อมเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลอย่างไรครับถึงได้มีความสุขกับการออกชุมชน

3.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 18:49
#1694342 [ ลบ ]

ขอบคุณท่าน

P

วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--

มากครับ ที่มาเยี่ยมชม

เป็นเกาต์ อย่าลืมตรวจสุขภาพทุกปีครับ โดยเฉพาะตรวจไต..

4.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 18:50
#1694346 [ ลบ ]

เรียน

P

หมอสีอิฐ

คุณ หมออภิสิทธิ เป็นคนสุภาพ ใจเย็น และให้เกียตริผู้อื่นมากๆครับ

5.
P
นาง...มณีวรรณ
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 20:31
#1694536 [ ลบ ]

เห็นการดูแลผู้ป่วยอย่างนี้ รู้สึกดี และขอชื่นชม

เป็นการดูแลด้วยใจจริงๆ

ได้ความรู้ใหม่

"ออกไปนั่งตากแดดยามเช้า โดยใช้ใบตองกล้วยห่มผิวหนังไว้"

นอกจากไม่ร้อนผิวแล้วมีผลดีอะไรอีกคะ

6.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 21:19
#1694674 [ ลบ ]

เป็นแนวคิด ของแพทย์ทางเลือกครับ

การอาบแดด จะเพิ่มพลังชีวิตและความอบอุ่นให้คนไข้

การใช้สีเขียวกรองแสงจะทำให้คนไข้ ได้รับแสงในคลื่นที่มีประโยชน์สูง

7.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 21:28
#1694701 [ ลบ ]

ขอบคุณ คุณ

P

นาง...มณีวรรณ

ที่มาเยี่ยมชมมากครับ

HA reaccreditation กับงาน Home health care KPI แม่สอด

HA reaccreditation กับงาน Home health care KPI แม่สอด ตอนที่ 1 "home health care center"

วิสัยทัศน์เก่าคือ "เราจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมภายในเวลา 5 ปี (ผมทำงานมา 5 ปีพอดี....เราบรรลุวิสัยทัศน์เก่าแล้ว) วิสัยทัศน์ใหม่คือ "เราจะเป็น PCU เขตเมืองที่ดีที่สุดในประเทศไทยในเวลา 3 ปี"

ตั้งแต่วันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2552 ผมได้รับ ผิดชอบ งาน HPH ในส่วนของความเชื่อมต่อระหว่าง รพ. ลงสู่ชุมชน อาจารย์ที่เป็นผู้เยี่ยมสำรวจคือ อาจารย์ทัศนีย์ สุมามาลย์ จาก HA reaccreditation กับงาน palliative care KPI แม่สอด (ทีมกัลยาณมิตร) ผมเล่างานที่เป็นส่วน palliative ไปแล้ว คราวนี้ผมเล่าให้ฟังว่า ผมนำเสนออะไรในงานที่เป็นส่วนของ family medicine

อาจารย์ทัศนีย์ สุมามาลย์

เราเล่าเรื่องผลงานเด่น (success story) ที่คิดว่าชัดเจนคือ เราเป็นเจ้าภาพ home health care center ให้ รพ. แม่สอด

นี่คือบทบาทที่สำคัญของ home health care center

จากตารางพบว่า "การส่งผู้ป่วยจากหอผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 51,52 เป็นเท่าตัว ในขณะที่จากชุมชนลดลง เพราะ ปี 2550 เราสำรวจผู้พิการในปี 50 ดังนั้นปี 51,52 คือผู้ป่วยรายใหม่....อีกอย่างคือเราพบผู้ป่วยเร็วขึ้นจาก ward"

จากตารางเหลือง...หลังเข้า center เราคัดแยกว่า อยู่ในความรับผิดชอบใครบ้าง พบว่า 31-46% จะอยู่ในความรับผิดชอบของ PCU (หมายความว่าจำนวนนี้ผมดูเอง) ที่เหลือส่งเครือข่าย ดังนั้นถ้าจะมาด่าผมว่า "ตอบกลับน้อย....ส่วนของผมส่งข้อมูลกลับมากกว่า 90% ที่เหลือเป็น uncontrol factor"

ซึง่ในอนาคตเราวางแผนว่า จะจัดการส่งข้อมูลด้วย IT และผมจะปรึกษาท่าน สสอ. พื่อร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง

ในปี 2551 ทีมเราร่วมกับฝ่ายการพยาบาลตั้งเกณฑ์กลางชี้วัดคุณภาพ

จะเห็นว่าที่ส่งจาก ward เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 33% หลังจากเรามี centerถึงจะน้อย แต่ก็เป็นไปในทางที่ดี.....ทีมเราขึ้นร่วม discharge plan เพิ่มจาก 45 เป็น 75% และในตอนต่อไปผมจะนำเสนอวิจัย discharge plan 60 pilot case ที่เราเก็บข้อมูลอะไรบ้างในแบบงานวิจัย โปรดติดตามตอนต่อไป

ที่% เยี่ยมจริงทั้งเครือข่ายลดลงจาก 57 เป็น 69 เพราะการส่งเพิ่มแต่ศักยภาพเราจำกัดพวกเราพยายามแล้วดังตารางต่อมา

ถ้าเราทำมากกว่า 50% แปลว่า เราต้องปิด OPD เพราะฉะนั้น เราเค้นศักยภาพทีมเต็มที่แล้ว สงสัยต้องไปพัฒนาเครือข่ายให้ช่วยเรา

จะเห็นว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ของเรา 2 อันดับแรกเป็น DM และ stroke

เราวิเคราะห์ว่า stroke เราเยี่ยมเฉลี่ย 3 ครั้ง/คน..ประเมินครั้งแรก-3 เดือน-6 เดือน ส่วน DM เราเยี่ยมบ่อยในรายที่ uncontrol และทั้ง 2 เรื่องเป็นไปตามนโยบาย รพ.แสดงให้เห็นว่า การส่ง case เป็นไปตามนโยบาย PCT med

เราดูผู้ป่วยแล้วเรามีการประเมินโดยทีมโดยใช้ SOAP format ที่เคยเรียนมาโดยทีม แพทย์-พยาบาล-กายภาพ แต่ จุดอ่อนการประเมินแบบนี้คือ subjective ไป ปีหน้าเราจะเริ่มเก็บข้อมูลเพิ่มเติมใน case DM ใช้ HbA1c 0,3 เดือน หลังดูแล และ stroke เราคุยกับ PCT med ว่าเราจะเก็บ Barthel index ADL

เรามีการดูแลความเสี่ยงและ complication ที่อาจเกิดได้ ที่สำคัญคือ bed sore ในปี 52 เราลดการเกิด bed sore ได้ จาก 23% เป็น 4% โดยเรามี ที่นอนลมบริจาคจากโครงการกัลยาณมิตร เรา intensive มากกับผู้ป่วยที่มี bed sore และเราร่วมแก้ไขปัญหานี้โดยร่วมมือกับผู้ดูแลผู้วย

เราวิเคราะห์ว่า เราช่วยได้ประมาณ 71% ที่เหลือมีปัญหา recurrent เนื่องจากขาดผู้ดูแลหรือเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป้าหมายมิใช่ bedsore หากแต่เป็นเรื่องเน้นที่ความสุข การดูแลแผลกดทับในแบบองค์รวม

เราบอกอาจารย์ทัศนีย์ว่า "พวกเราเป็นทีมคุณภาพอย่างแท้จริงผ่านข้อมูลจริงที่พวกเราทุ่มเททำงานกันมา หลายปี" อาจารย์ไม่มีคำถาม แต่รอยยิ้มของอาจารย์ทำให้ผมและทีมมีความสุขมาก

ผมบอกกับทีมว่าเราต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่แล้ว!!!!!!!!

วิสัย ทัศน์เก่าคือ "เราจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมภายในเวลา 5 ปี (ผมทำงานมา 5 ปีพอดี....เราบรรลุวิสัยทัศน์เก่าแล้ว)

วิสัยทัศน์ใหม่คือ "เราจะเป็น PCU เขตเมืองที่ดีที่สุดในประเทศไทยในเวลา 3 ปี"

หมวดหมู่: การแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อ. 24 พ.ย. 2552 @ 08:17 แก้ไข: อ. 24 พ.ย. 2552 @ 08:24

ความเห็น

1.
P
หมอสีอิฐ
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 08:32
#1693163 [ ลบ ]

ผมว่าอีก 5 ปีต้องเป็น PCU เขตเมืองที่ดีที่สุดในโลกแน่เลยครับ....ลุย

ปล.เสร็จงานแล้วขอยืมตัวไปพัฒนาเขตชนบทด้วยนะครับ

2.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 08:45
#1693179 [ ลบ ]

ผู้ป่วย HF CRF IHD ่ได้เยี่ยมเหรอครับ

3.
P
โรจน์
เมื่อ อ. 24 พ.ย. 2552 @ 13:06
#1693704 [ ลบ ]

ขอบคุณครับพี่สิอิฐ....แซวผมซะจุกเลยนะครับ

พี่ ศุภรักษ์......อยู่ในหมวดอื่นๆ ครับ เห็น 2%กว่าก็เป็นสิบนะครับพี่ แน่ว่าเรา show หมดไม่ไหวครับที่ไม่พอเขียนและคนอ่านจะเบื่อ

Monday, November 23, 2009

ปัญหาด้านยา การปรับยาขนาดอินซูลิน

ปัญหาด้านยา การปรับยาขนาดอินซูลิน

เรียนรู้ให้สนุก..ครับ

เทคนิคการปรับขนาดยาอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุขและเภสัชกรครับ

(อาจมีศัพท์ทางเทคนิคบ้างครับ)

ปกติ การปรับยา มัก จะปรับตาม FBS แต่ก็จะคลาดเคลื่อนได้ง่าย

กล่าวคือ FBS กับ A1C มักไปคนละทาง

ดังนั้น หากคนไข้ FBS สูง ก็ ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาอินซูลินประมาณ 5-10%

ส่วน คนไข้ที่ FBS ต่ำมาก ก็อาจลดขนาดยา ประมาณ 5-15% เช่นกัน

ความผิดพลาดที่พบบ่อย ในการปรับขนาดยาของแพทย์ก็คือ

พอ hypoglycemia ก็ไปลดขนาดยา จนน่าเกลียด คือ ลดขนาดยาไปถึง 70-90%

เลย ไม่นานคนไข้ก็ต้อง readmit ด้วย Severe hyperglycemia

บ่อยและซ้ำซาก

บทบาทเภสัชกร คือ ไปบอกแพทย์ให้ระวัง

ภาวะ hyperglycemia (หากทำได้)หรือ

ไปติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วย ว่าเกิดปัญหา hyperglycemiaหรือไม่

อย่างกรณีศึกษา

ป้ามี คนไข้เบาหวาน ขาประจำ

hyperglycemia FBS เฉลี่ย 300 mg/dL

อยู่มา วันหนึ่ง คนไข้ มา รพ.เวียนหัว

และ FBS=87 A1C =8.7%

แพทย์ดันลดขนาดยา จาก mixtard 50-0-18 เหลือ mixtard 15-0-0

7 วันต่อมา ผมไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน(ตามแผน เพราะคิดว่าป้ามี น่า

จะ hyperglycemia แน่นอน)

เพื่้อติดตามดูแล เฝ้าระวัง drug related problem ...dose to low

ผลที่ตามมาก็ คือ คนไข้นอนซึมหมดแรง หงุดหงิด ตลอดวัน เจาะ

เลือดได้ 525 mg/dL

แบบนี้ ถือว่า เป็น Drug related problem=Dose too low ครับ

และเป็น ความคลาดเคลื่อนทางยาหรือไม่?

เชิญแสดงความเห็นได้ครับ

หมวดหมู่: การศึกษา การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อา. 22 พ.ย. 2552 @ 06:57 แก้ไข: อา. 22 พ.ย. 2552 @ 19:08

ความเห็น

1.
P
นาย สามารถ เศรษฐวิทยา
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 07:03
#1689392 [ ลบ ]

สวัสดีตอนเช้าครับพี่ นครปฐมอากาศเย็นดี วันนี้ออกแถวไหนครับ แล้วจะโทรไปหาครับ

2.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 07:06
#1689393 [ ลบ ]

ไปบ้านหนองแต้และบ้านบ่อครับ

ชาวบ้านน่ารัก อสม.ดี ครับ

ดูแลสุขภาพ น่ะครับ น้องสามารถ

3.
P
nussa-udon
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 07:37
#1689409 [ ลบ ]

มองสองส่วนค่ะทั้งยาอาจไม่พอและผู้ป่วยไม่ควบคุมด้วยไหมปัจจัยอื่นมีบ้างหรือเปล่าคะ..อากาศเย็นมากรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

4.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 08:36
#1689484 [ ลบ ]

คนไข้เบื่ออาหาร กินข้าวไม่ได้ นน. ลด 10 กก. ใน 54วัน ครับ

5.
P
สีตะวัน
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 09:31
#1689572 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ คุณเภสัช นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม

มารับความรู้การปรับยา...

case ป้ามี...

โชคดีที่มีเภสัชติดตามเยี่ยมนะคะ ไม่งั้นคงน่าเสียใจ

หากคนไข้ FBS สูง ก็ ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาอินซูลินประมาณ 5-10%

ส่วน คนไข้ที่ FBS ต่ำมาก ก็อาจลดขนาดยา ประมาณ 5-15% เช่นกัน

ขอบคุณค่ะ

6.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 12:34
#1689951 [ ลบ ]

ขอบคุณ คุณ


P

nussa-udon


ที่มาเยี่ยมชมมากๆ ครับ

7.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 12:39
#1689963 [ ลบ ]

ขอบคุณ คุณ


P

สีตะวัน ที่มาใ้ห้กำลังใจครับ

8.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ อา. 22 พ.ย. 2552 @ 12:42
#1689970 [ ลบ ]

วันนี้ หาก ทำงานเสร็จแล้ว จะไปหาป้ามี อีกรอบ


เจาะเลือดดูว่า DTX ต่ำกว่า 300 mg/dL หรือไม่ครับ

Friday, November 20, 2009

เกลือร้ายกว่าเสือ

อ่าน: 39
ความเห็น: 15

เกลือร้ายกว่าเสือ

สุขศึกษาน่ะไม่ใช่ counseling

เกลือ เสพติดแล้วถึงตาย

ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม1

จากการทำงาน มานานปีของข้าพเจ้า พบว่า การติดบุหรี่ และสุรา จะทำให้เกิด โรคตับแข็ง โรคมะเร็ง ในผู้ป่วยชาวอีสานมากมาย ในแต่ละปี พบว่า มีผู้ป่วยต้องตายเพราะบุหรี่และสุราปีละหลายหมื่นคน ที่อุบลรัตน์ การสูบบุหรี่ และดื่มสุรา พบได้จนเป็นเรื่องปกติ ของผู้ชาชาวอีสาน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีสารเสพติดชนิดหนึ่ง ที่หลายคนมองข้ามไป นั่นก็คือเกลือ นั่นเองใช่แล้วครับ เกลือ เป็น สิ่งที่คนอีสานมากมาย ติดอก ติดใจ กันมาก เรียกว่า ขาดเกลือ เหมือนขาดใจเลยทีเดียว ชาวบ้านที่รับประทานเกลือ ในปริมาณมากเป็นประจำ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคอัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเพิ่มขึ้น

ชาวบ้านคนที่เสพติดเกลือมาก ถึงกับ ถามว่า ถ้าไม่กินอาหารรสเค็ม แล้วจะให้กินอะไร ได้อีก เรียกว่า ในโรคของคนที่เสพติดเกลือไม่รับรู้ถึง อาหารรสเผ็ด รสเปรี้ยว หรือรสขมเลย สนใจแต่อาหารรสเค็มเท่านั้น คนไข้หลายคนชอบอาหารรสเค็มมาก กินมากจนไม่รู้ตัวว่าตนเองกินอาหารเค็มชัด เนื่องจากกินเกลือมากทุกวัน จนเคยชิน คิดว่ารสเค็มจัดที่ตนกิน เป็นรสชาดปกติ ซ้ำร้ายหลายคนที่ป่วยเป็นโรคไตวายหรือโรคหัวใจขาดเลือดก็ไม่ยอมเลิกกินอาหาร เค็มจัดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่า ป่วยหนักขนาดต้องหามส่งโรงพยาบาลทุกสัปดาห์แต่ใจก็ยังถวิลหารสเค็มอยู่นั่น เอง กล่าวคือคนไข้ ติดเค็ม จนไม่อาจขาดรสเค็มได้ เสพติดหนัก เหมือนติดบุหรี่ ติดเฮโรอีนไปเลยครับ ถึงขนาดยอมตาย แต่ไม่ยอมเลิกกินเค็มเลยทีเดียว

ผมขอยกตัวอย่าง คนไข้รายแรก ชื่อยายแก้ว ป่วยเป็นเบาหวาน ไตวาย หัวใจล้มเหลว แต่อาหารที่กินประจำคือ เนื้อวัวย่างเค็ม และข้าวเหนียวโรยเกลือ เวลาหมอบอกให้เลิกกินเค็ม ก็รับคำหมอ แต่พอกลับไปบ้าน ก็แอบกินเค็มอีกเหมือนเดิม ทำให้ต้องนอนตัวบวม จน ต้องเข้าโรงพยาบาลทุกเดือน เมื่อป่วยเป็นหัวใจล้มเหลว อยู่ไม่ถึงปีก็เสียชีวิต ก่อนตายทรมานมาก เพราะนอน หมอน 3 ใบ ตัวบวมและหอบเหนื่อยตลอดเวลา ในคนไข้อีกรายชื่อป้าบัวเป็นเบาหวานและไตวาย เวลาหมอไปเยี่ยมก็บอกหมอว่าเลิกกินเค็มแล้ว พอเวลานั่งกินข้าวผมตกใจแทบช็อค คนไข้กินข้าว 1 คำ ก็เหยอะ น้ำปลาลงไป 1 ครั้ง กว่าจะกินข้าวหมดจานป้าบัว แกเหยอะน้ำปลาลงไป 24 ครั้ง โอ้พระเจ้ายอร์ช มันแย่มาก ต่อมาไม่นานคนไข้รายนี้ก็เข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ( Cr= 10.34 mg/dL)

ดังนั้น พวกเราจำเป็นต้องใส่ใจในอาหารการกินของผู้ป่วยมากนอกจากจ่ายยาให้คนไข้แล้ว ให้กลับบ้านไป เกลือก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่คนไข้โรคไตวายและโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยง การแนะนำ ว่าคนไข้ ต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ หลายครั้งคนไข้ก็ไม่ยอมทำตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์ พยาบาล จำเป็น ต้องรู้จัก เทคนิคการให้คำปรึกษา เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้ครับ จะเห็นว่า การให้สุขศึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ยอม ปฎิบัติ ตาม ดังนั้น การให้สุขศึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งจำเป็น การแนะนำให้คนไข้เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า หรือแม้แต่เลิกเค็ม เป็นสิ่งจำเป็นครับการให้คำปรึกษาผู้ป่วยจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ครับผม สาธุ

1เป็น เภสัชกร รพ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 086-6317372 frxbaby@gmail.com

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: พ. 18 พ.ย. 2552 @ 04:33 แก้ไข: พ. 18 พ.ย. 2552 @ 04:34

ความเห็น

1.
P
นาย สามารถ เศรษฐวิทยา
เมื่อ พ. 18 พ.ย. 2552 @ 22:15
#1683723 [ ลบ ]

คนแก่แถวบ้านผมชอบกินปลาเค็มมาก กินที่ไรได้นอนโรงพยาบาลทุกทีครับ

2.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 06:44
#1684034 [ ลบ ]

ขอบคุณ น้องสามารถมากครับ

บางคน ติดเค็ม จริงๆ เลยครับ น่าเห็นใจ

มี ช่วงวัยหนุ่มๆ 22-26 ปี ผมติดหญิง น่าสนุกมากครับ

3.
P
เพชรน้อย
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 07:57
#1684111 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ

- ชอบมากค่ะ คุณแม่ที่บ้าน

- ตอนนี้โรคหัวใจ เบาหวาน

- ต้องสู้ต่อค่ะ

4.
P
หนานเกียรติ
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 07:59
#1684112 [ ลบ ]

แหะ แหะ คุณหมอครับ

เอาเสือกับเกลือใส่ไว้คนละกรง

คุณหมอจะเข้ากรงไหนครับ ฮิ ฮิ

....

ไม่เพียงคนอีสานครับที่กินเค็มดุ

ชาวบ้านชนเผ่าแถบบ้านผมที่ดอยมูเซอก็ดุพอ ๆ กัน

นอกจากเกลือแล้วยังกินยงชูรสดุด้วย

บางคนถึงกับผสมคลุกข้าวกินเลยครับ

5.
P
บุษรา
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 08:57
#1684185 [ ลบ ]
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาเยี่ยมเยียนค่ะ อ่านบันทึกนี้แล้วคิดมาก ๆ จังเลย "ก็คนชอบกินเค็ม"....
  • อากาศช่วงนี้เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ปลายฝน ต้นหนาวแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
  • ระลึกถึงค่ะ
6.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 17:12
#1685013 [ ลบ ]

ขอเป็นกำลังใจ ให้คุณเพชรน้อย ดูแลคุณแม่ครับ

จริงๆ แล้ว โรคหัวใจ+เบาหวานดูแลไม่ยากครับ

เดี๋ยว จะมาเขียนลง blog ครับ

7.
P
นาย สามารถ เศรษฐวิทยา
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 19:44
#1685297 [ ลบ ]

ผมไม่เข้าใจครับ ว่าถามเรื่องเกลือ แล้วไปถึงเรื่องหญิงได้อย่างไร สงสัยโรคนี้พี่คงหายยาก 555

8.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 21:06
#1685438 [ ลบ ]

สวัสดี คุณหนานเกียรติ

ที่บ้าน คุณหนานเกียรติหนาวมากไหมครับ ที่ ขอนแก่น หนาว

ขี่ แมงกะไซด์ ไป เยี่ยมคนไข้ที ขนลุกเลย โชคดี ที่ผมมีไขมัน มากครับ

9.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 21:12
#1685448 [ ลบ ]

สวัสดี น้องสามารถ เดี๋ยวนี้ ผมตาฟาง ลงมาก

ไปบ้านยายทองยอดนักสู้ ทุก 4 วัน พขร. ของโรงพยาบาล บอกผมว่า ...

หัวหน้า มีผู้สาวงามๆ ตั้ว นอนอยู่บ้านตรงข้ามยายทอง หุ่นดีๆ ขาวๆ

(ทำไม่ตูไม่เคยเห็นเลยฟ่ะ สงสัย มัวแต่ดูยายทองมากไป ฟ่ะ) ผมคิดในใจ

10.
P
ประกาย~natachoei ที่~natadee
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 21:16
#1685462 [ ลบ ]

ดีใจแทนคนไข้นะคะที่มีเภสัชกรที่ดูแลเอาใจใส่คนไข้

ลำพังอาหารแต่ละชนิดก็จะมีเกลือโซเดียมแย่แล้วคะ

11.
30
เนื้อนวล ปาละสิทธิ์ [IP: 125.26.175.22]
เมื่อ พฤ. 19 พ.ย. 2552 @ 21:28
#1685491 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ

อยากบอกว่าอาหารที่เราไปทานตามร้านข้าวต้ม ร้านอาหารตามสั่ง ที่มีเกลื่อนเมือง

เป็นอาหารที่มีรสเค็มมาก

อยากให้ทุกคนลองอดทนทานอาหารที่ปรุงด้วยซีอิ้วขาว น้ำตาล มะนาว พริกสด ในอาหารประเภทยำ หรือน้ำจิ้ม ต่างๆ

หรือใช้ซีอิ้วขาว ปรุงแกง ต้มยำ ต้มจืด ให้ได้รสชาดจืดกว่าที่คุณเคยใส่เกลือ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน คุณก็จะพบกับรสชาดใหม่ที่

อร่อยกว่าเดิม ผลที่ตามมา คือคุณจะไม่กระหายน้ำ เมื่อคุณดื่มน้ำน้อยลง ไตและหัวใจก็จะได้พักมากขึ้น

ต้องทนเหนื่อยด้วยนะคะเพราะคุณต้องทำเอง แหะ แหะ เพราะรสชาดอย่างที่บอกนี้ไม่มีขายค่ะ เนื่องจากคนขาย

เขาต้องลดต้นทุน ใช้เกลือถูกกว่าเยอะ พอก่อนนะ บ้าย บาย

12.
P
เพชรน้อย
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 16:57
#1686868 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ

- ตามมาขอบคุณอีกครั้งค่ะ

- รอติดตามต่อนะค่ะ

13.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 22:33
#1687551 [ ลบ ]

เห็นด้วยกับ คุณ เนื้อนวล ปาละสิทธิ์ ครับ

14.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 23:45
#1687682 [ ลบ ]

ขอบคุณ ใน ความกรุณา ของ คุณเพชรน้อย ที่มาเยี่ยมชมครับ

15.
P
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 23:48
#1687686 [ ลบ ]

ขอบคุณ คุณประกาย ที่ให้กำลังใจครับ