Showing posts with label ผู้ป่วย. Show all posts
Showing posts with label ผู้ป่วย. Show all posts

Wednesday, November 3, 2010

ตาม ติดการช่วยชีวิคหนุ่ม 26 ปี ไตวายระยะสุดท้าย reality show

อ่าน: 136
ความเห็น: 14

ตาม ติดการช่วยชีวิคหนุ่ม 26 ปี ไตวายระยะสุดท้าย reality show RF1 โดยเภสัชกรแกะดำ

ชักไม่หมู ขอกำลังใจให้ ผมส่งแกรักษา จนรอดตายน่ะครับ

เมื่อวานนี้ ถูกพยาบาลตามไปสักประวัติคนไข้แพ้ยา

ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม

พี่น้อย โทรมาตามเภสัชกรว่า คนไข้บอกว่าแพ้ยา เลยไม่ยอมกินยา เพราะกินยาแล้วเวียนหัว เลยโทรมาตามเภสัชกร ให้มาจัดการ ปกติพยาบาล จะตามหาเภสัชกร ก็มีแต่เรื่องเก็บ ADR และไปสอนคนไข้ใช้ยาพ่น ผมก็เลยรีบไป สอบถามคนไข้ ชายหนุ่มอายุ 26 ปี เปิดดูชาร์ตแล้วพบว่า BUN=110 Cr= 19.95 โอ้พระเจ้า ยอร์จ เป็น ESRD ไตวายระยะสุดท้าย น้องแกบอกว่า ผมไตวายมา 7 เดือนแล้ว ไม่ได้ไปรักษา เพราะค่าฟอกไตแพงมาก ในช่วงแรก ของอาการไตวายก็ไม่มีอะไร นอกจากความดันสูงมากเฉย ๆ ตอนนี้แย่เหนื่อยทำงานไม่ไหว เพราะน้ำท่วมปอด เป็น หัวใจล้มเหลว(CHF ) ผมเลย ถามต่อว่าจะไปฟอกไตไหม

คนไข้ตอบว่าไม่ไปหรอก เพราะไม่มีเงิน แต่ จะรอไตพี่สาวมาเปลี่ยนให้ ผมเลยว่าแล้วจะได้เปลี่ยนไตตอนไหน คนไข้ตอบไม่รู้ ผมเลยบอกน้องว่าไปฟอกไตเลยครับ หากรอชักช้า คงได้เปลี่ยนไตชาติหน้า แน่นอน (ตายก่อน) คนไข้ก็บอกผมว่าไม่มีเงินครับ ผมบอกว่าฟอกไตทางหน้าท้อง(CAPD) บัตรทองฟอกฟรี ไม่มีใครเคยบอก น้องเลยเหรอ คนไข้ น้ำตาลซึม บอกว่าไชโยผมไม่ตายแล้วครับพี่หมอ

น้อง พี่ถามไม่มีใครเคยบอกน้องเลยเหรอ ว่า ฟอกไตฟรีแล้ว แต่จะว่าฟรี ก็คงไม่ถูก เพราะต้อง ทำห้องฟอกไต ทำห้องน้ำสะอาด และอ่างล้างมือ บวกกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ราวๆ 30000 บาท น้องพอจะไหวไหม น้องคนนั้นตาเป็นประกายแล้วบอกว่าแค่นี้ ผมจ่ายไหวครับ ผมคิดในใจ ได้ช่วยชีวิตคนไข้ไตวายอีกแล้ว รายนี้ อายุแค่ 26 ปีเอง (คนก่อนก็ 26 ปี ตายที่โคกสูงจากไตวาย ช่วยไม่ทันจริงๆ เลยครับ เสียดายมาก) เดี๋ยวมาเล่าต่อวันหลังครับ

ปล. คนไข้แพ้ยาที่ รพศ.ขอนแก่น รู้ว่าเม็ดขาวเหลี่ยมๆ แต่ไม่ทราบชนิดยา กินแล้วเวียนหัวมาก (อาจไม่แพ้ก็ได้น่ะ) เคสนี้ อาจต้องฟอกไตแบบ haemodialysis ก่อน อาจต้องเสียเงิน???เอา ไงดีพี่น้อง gotoknow ช่วยผมด้วย ผมคนเดียว อาจทำไม่สำเร็จ แต่สมาชิก gotoknow มากมาย มาช่วยกันผมว่า เคสนี้ รอด ขอเป็น reality show แล้วกัน

คนไข้ไตวายระยะสุดท้ายหลาย คนต้องตายเพราะไม่ได้ฟอกไต

ในโรงพยาบาลชุมชน ไม่มีใครรับดูแลเรื่องนี้ ผมแค่แส่เข้าไป ช่วยคนไข้ก็เท่านั้นครับ

Section: การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 11 สิงหาคม 2553 22:22 แก้ไข: 16 สิงหาคม 2553 12:26 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

1.
Ico32
ครูใจดี
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:32
#2129746 [ ลบ ]

จะตามไป สักยันต์ ให้คนไข้หรือคะคุณหมอ

เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเช่นเคนค่ะ

ขอเชิญร่วมกันรำลึกถึงความรักของแม่ และทำความดีเพื่อแม่รักแม่ทุกวัน และรักตลอดไป

ให้ความรักที่เรามีแต่แม่หอมฟุ้ง ดอกมะลิขาวสะพรั่งไปทั่วผืนแผ่นดิน บอกรักแม่ให้ดังก้องฟ้านะคะ

หากจะเอ่ย ถึงความรัก ที่ยิ่งใหญ่
จะมีใคร เทียบเคียงได้ รักของแม่
เมื่อยังเด็ก ลูกยังเล็ก ลูกอ่อนแอ
คนที่เฝ้า คอยดูแล คือแม่เรา
แม่เฝ้ารัก แม่เฝ้าห่วง แม่เฝ้าหวง
เพียงลูกอิ่ม แม่จะอด แม่ทนได้
ลูกผิดหัวง เสียน้ำตา แม่ปลอบใจ
หากเป็นได้ แม่ขอเจ็บ แทนลูกเอง
ลูกขอกอด ขอกราบ แทบเท้าแม่
ที่แม่ทน เลียงดู ให้เติบใหญ่
ลูกขอแทน ความรัก ที่แม่ให้
จะตั้งใจ กระทำตน เป็นคนดี

….รักแม่ที่สุดในโลกค่ะ

ประพันธ์โดย : แววดาว

2.
Ico32
คิดคม สเลลานนท์
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:33
#2129751 [ ลบ ]

ขอบคุณคุณหมอมากครับ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้อย่างที่เรารู้หรอกครับ หากเราเอาตัวเราเป็นที่ตั้งก็อาจหงุดหงิดว่าทำไมเขาถึงไม่รู้ เหตุผลแตกต่างมากมายที่คนอื่นไม่รู้เหมือนเรา แบ่งปันความรู้กันด้วยใจเอื่ออารีย์ต่อกัน สังคมก็จะเป็นสุขครับ ขอบคุณครับ

3.
Ico32
นาย ธนา นนทพุทธ
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:33
#2129752 [ ลบ ]

สวัสดีครับ คุณเอาใจใส่ดีจริง ๆ ครับ ขอชมที่ช่วยทำความเข้าใจและให้คนไข้สบายใจในการรักษา ขอบคุณที่แบ่งปันครับ

4.
Ico32
คิดคม สเลลานนท์
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:36
#2129760 [ ลบ ]

ผมรีบเขียนไปหน่อยต้องบอกว่าขอบคุณคุณเภสัชกรครับ

5.
Ico32
คุณหลวงเวชการ
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:39
#2129764 [ ลบ ]

สวัสดีครับคุณศุภรักษ์

เเวะเข้ามาให้กำลังใจครับ เป็นบุคลากรทางสาธารณสุขนี้ เราต้องทำเพื่อประชาชนจริงๆครับ

6.
Ico32
poo
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:50
#2129785 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะคุณหมอบริบาล มาชื่น มาชม และส่งกำลังใจค่ะ

จะอธิษฐานกับฝนดาวตก ขอให้สาธารณสุขเมืองไทยทั่วถึง เท่าเทียม ยั่งยืน ค่ะ

7.
Ico32
กุ้งนาง สุธีรา
เมื่อ 11 สิงหาคม 2553 22:58
#2129802 [ ลบ ]

ขอบคุณเเทนคนไข้ชาวบ้านนะคะ จริงเหรอที่คนไข้ไม่ทราบสิทธิ์ของตัวเองเลยว่าอย่างไร

พี่คิดว่าบัตรทองมีมาหลายปีเเล้ว ไม่น่าหลุด เเต่ยังโชคดีนะคะที่น้องศุภรัก เข้าไปช่วยไว้ทัน เเต่รายเเรกน่าเสียดาย

8.
Ico32
คุณระพี
เมื่อ 12 สิงหาคม 2553 16:30
#2130724 [ ลบ ]

บางครั้งเราคิดว่าคนไข้..น่าจะรู้

แต่มีอีกหลายคนที่ไม่รู้..

ไม่รู้เพราะ..มัวแต่ทำมาหากิน ไม่ได้สนใจสิทธิ์ของตนเอง

ขอบคุณแทนผู้ป่วยไตวายค่ะ

9.
ภิญญา [IP: 124.122.219.44]
เมื่อ 12 สิงหาคม 2553 18:07
#2130864 [ ลบ ]

การปฏิบัติของคุณ ยอดเยี่ยมจริงๆ

10.
Ico32
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ 15 สิงหาคม 2553 17:29
#2135201 [ ลบ ]

ขอบคุณทุกท่าน ที่เป็นกำลังใจ ให้เภสัชกร แกะดำ อาภัพด้วยครับ

11.
Ico32
ครูอ้อย แซ่เฮ
เมื่อ 16 สิงหาคม 2553 07:09
#2136029 [ ลบ ]

มาเยี่ยม มาเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

12.
Ico32
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ 16 สิงหาคม 2553 12:19
#2136280 [ ลบ ]

วันนี้ คนไข้ยัง นอน รพ. ไม่กล้าไปฟอกไตเช่นเดิม ตอนบ่าย

คงต้องคุยกับ หมอเก่ง(โสด+หล่อเข้ม)

หมอที่สุภาพ ที่สุดในโลกครับ

ว่าจะ ช่วยยังไงเคส นี้ ไม่งั้น ไอ้หวังตายแน่

13.
Ico32
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ 18 สิงหาคม 2553 20:48
#2139728 [ ลบ ]

วันนี้ คนไข้่ไป รพศ.ขอนแก่น ดีแล้ว ไม่รู้ จะได้ฟอกไตแบบ HD วันไหน CR= 24 แล้ว สาธุ

14.
Ico32
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เมื่อ 16 ตุลาคม 2553 19:58
#2216436 [ ลบ ]

คนไข้ รอดตายแล้ว น่ะครับ เริ่มเดินแข็งแล้ว cr = 5.4 bp 150/90 ฟอกไตแล้ว ครับ

Saturday, May 1, 2010

SLE หรือโรคพุ่มพวง

SLE หรือโรคพุ่มพวง

SLE คือ อะไร
โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus – SLE) หรือที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยในชื่อของ “โรคพุ่มพวง” เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิต้านที่ผิดปกติ แล้วย้อนกลับมามีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยทำให้เกิดความผิดปกติต่อเส้นผม ผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ สมอง เลือด หลอดเลือด และองค์ประกอบอื่นๆ (ผิดปกติได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย) โดยที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการที่เกิดกับอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ได้แก่ เส้นผมและผิวหนัง จะมีผมร่วง มีผื่นที่ผิวหนัง มีภาวะแพ้แสงแดด (Photosensitivity)

ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 20-45 ปี โดยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 9-10 เท่า พบได้ในทุกเชื้อชาติ จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าผิวขาว พบมากในบริเวณเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และจีน

ในปัจจุบันสาเหตุของโรค เอส แอล อี ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าอาจเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน คือ
1. กรรมพันธุ์ 2. ฮอร์โมนเพศหญิง
3. ภาวะติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัส

แนวทางการรักษา
การรักษาโรค SLE ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นโรคต่าง ๆ และให้ยาจำเพาะสำหรับโรค ยาที่รักษา SLE นั้นมีหลายชนิด ยาที่แพทย์มักจะเลือกใช้คือ

  1. ยาต้านเชื้อมาเลเรีย จำพวก chloroquine ใช้ในรายที่อาการไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ มีผื่นขึ้น
  2. ยาพวก corticosteroid มีทั้งยากินและฉีด ในรายที่รุนแรงให้เป็นยาฉีด สำหรับความรุนแรงปานกลางให้เป็นยากิน
  3. ยาพวกปรับภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด มักใช้ในกรณีที่โรครุนแรง มีพยาธิสภาพกับอวัยวะภายในร่วมด้วย เช่น ที่สมอง ไต ปอด หัวใจ เป็นต้น
  4. ให้สารอิมมูโนโกลบูลินขนาดสูง ใช้ในรายที่ SLE ดื้อต่อยาอื่น ๆ จะได้ผลประมาณ 60% โดยเฉพาะ SLE ที่มีพยาธิสภาพที่ไตและสมองได้ผลดี ข้อดีของยานี้ช่วยไม่ให้ติดเชื้อง่าย
  5. การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา เป็นการรักษา SLE ที่มีอาการหนักและรุนแรงมากเป็นกรรมวิธีที่ต้องใช้ร่วมกับยาปรับภูมิคุ้มกัน

จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรค SLE

  1. ในระยะแรกที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  2. พยายามอย่าให้ผิวหนังถูกแสงแดดโดยตรง ควรใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม และสวมใส่เสื้อแขนยาวเวลาที่จำเป็นต้องออกแดด
  3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด ท้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ ควรมีกำลังใจและมีความอดทนต่อการรักษา
  4. เสริม สร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ต่าง ๆ ควรการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  5. เนื่องจากผู้ป่วย SLE มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายจึงต้องคอยระวังตัว ไม่เข้าใกล้ผู้ที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหวัด หลีกเลี่ยงการอยู่ในชุมชนแออัด นอกจากนี้อาหารที่รับประทานทุกชนิดควรเป็นอาหารที่สุก สะอาด
  6. ปฏิบัติ ตามคำแนะนำของแพทย์ ไปรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและประเมินความรุนแรงของโรค ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
  7. ไม่ควรเปลี่ยน แพทย์ผู้รักษาบ่อย ๆ เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดของ อาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายได้
  8. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนธรรมดา
  9. ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
  10. หาก พบอาการผิดปกติ มีไข้ หรือไม่สบาย ควรรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที หรือหากจะไปหาแพทย์ท่านอื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อว่าแพทย์จะได้จัดยาได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยาที่รับประทานอยู่เป็น ประจำ
  11. ผู้ป่วยหญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ควรมีบุตรในระยะที่โรคกำเริบ เพราะจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดเพราะอาจจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลี่ยงไปใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ผู้ป่วยจะสามารถตั้งครรภ์ได้เมื่อพ้นระยะที่โรคมีความรุนแรงแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่าง ใกล้ชิดจากแพทย์

เอกสารอ้างอิง
Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach, Sixth Edition 2005, p.1981-1986.

The American College of Rheumatology revised criteria for the classification of systemic lupus erythematosus 1997.

เอกสาร ประกอบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพด้านการบริบาลทางเภสัชกรรม หลักสูตรการบริบาลเภสัชกรรม (รุ่นที่ 1) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา. 2550

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
: sle โรค

Monday, March 1, 2010

การดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน

การดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อเป็นเบาหวานควรทำอย่างไร
ปัจจุบัน นี้พบว่าอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเบาหวานในคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิต เท่าที่ทราบกันว่าในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาใดที่จะทำให้ผู้ที่เป็นโรคเบา หวานหายขาดได้ แต่ก็มิใช่ว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถดำรงค์ชีวิตอย่างปกติสุขได้ ทั้งนี้มีหลักการง่ายๆที่เป็นแนวทางให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดำเนินชีวิต อย่างปกติสุขได้ ดังนี

  1. พบแพทย์และตรวจเลือดตามนัด โรคนี้จะอาศัยการสังเกต ดูอาการแสดงเพียงอย่างเดียวแบบโรคทั่วๆ ไปไม่ได้ เนื่องเพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเล็กน้อย (126-200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) ก็มักไม่มีอาการผิดปกติให้รู้สึกได้ กรณีเช่นนี้อาจทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ ปล่อยตัวจนอาจเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวได้ ดังนั้นจึงควรตรวจเลือดเป็นระยะๆ หากเป็นไปได้ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน หรือทุกสัปดาห์
  2. กินยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินตามขนาดที่แพทย์สั่ง อย่าลดยาหรือปรับยาตามความรู้สึก หรือการคาดเดาของตัวเองเป็นอันขาด ควรกินยาและกินอาหารให้เป็นเวลา (กินให้ตรงเวลาทุกมื้อ และอย่าเผลอหลับใกล้เวลาอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากยาที่ออกฤทธิ์) และกะปริมาณอาหารให้พอๆ กันทุกวัน
  3. ควรควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยมีหลักง่ายๆ ดังนี้
    1. กินอาหารวันละ 3 มื้อ กินให้ตรงเวลา ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง กินในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันทุกมื้อ
    2. อย่ากินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา
    3. ในแต่ละมื้อ ให้กินอาหารที่มีทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน และผัก
    4. หลีก เลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมเชื่อมน้ำตาล นมหวาน (ให้ดื่มนมจืดแทน) ผลไม้ที่มีรสหวานจัด (เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย ลิ้นจี่ องุ่น ละมุด อ้อย) ผลไม้กระป๋อง ผลไม้แช่อิ่มหรือผลไม้เชื่อมน้ำตาล
    5. ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า
    6. หลีก เลี่ยงการกินเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู เนย มันหมู มันไก่ เนื้อติดมัน หมูสามชั้น ครีม กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง หอยนางรม อาหารทอด (เช่น ไก่ทอด กล้วยแขก ปาท่องโก๋ มันทอด)
    7. กินอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ถั่ว ขนมปัง ในจำนวนพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
    8. กิน ผักให้มากๆ โดยเฉพาะผักประเภทใบและถั่วสด เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักกะเฉด มะระ มะเขือยาว ถั่วงอก ถั่วแขก ถั่วฝักยาว เป็นต้น
    9. กินผลไม้ที่มีรสหวานไม่มากได้มื้อละ 6-8 คำ เช่น ส้ม มังคุด มะม่วง มะละกอ พุทรา ฝรั่ง สัปปะรด เป็นต้น
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือทำงานออกแรงกายให้มาก ควรทำในปริมาณที่เท่าๆ กันทุกวัน อย่าหักโหม ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลัง ควรปฏิบัติการเกิดความพอเหมาะ เพราะจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้ายังอ้วน แสดงว่ายังปฏิบัติตัวทั้ง 2 เรื่องไม่ได้เต็มที่
  5. ภาวะน้ำตาลต่ำ ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ประจำทุกวัน ถ้าหากมีอาการหิว ใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น แสดงว่าอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรีบกินของหวานหรือน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่กินอาหารน้อย หรือกินผิดเวลา ทำงานหรือออกกำลังกายหักโหมกว่าปกติ
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริง อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล ถ้ามีความเครียด การออกกำลังกายจะช่วยผ่อนคลายความเครียดไปในตัว
  7. ควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ
  8. หมั่นดูแลรักษาเท้า ดังนี้คือ
  • ทำ ความสะอาดเท้าและดูแลผิวหนังทุกวัน เวลาอาบน้ำควรล้างและฟอกสบู่ตามซอกนิ้วและส่วนต่างๆ ของเท้าอย่างทั่วถึง หลังล้างเท้าเรียบร้อยแล้วให้ซับทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนู ระวังอย่าเช็ดแรงเกินไป เพราะผิวหนังอาจถลอกเป็นแผลได้
  • ถ้าผิวหนังที่เท้าแห้งเกินไป ควรใช้ครีมทาผิวบางๆ โดยเว้นบริเวณซอกนิ้วเท้าและรอยเล็บเท้า
  • ตรวจ เท้าอย่างละเอียดทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า ฝ่าเท้าบริเวณที่เป็นจุดรับน้ำหนัก และรอบเล็บเท้า เพื่อดูว่ามีรอบซ้ำ มีบาดแผลหรือการอักเสบหรือไม่ หากมีแผลที่เท้า ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
  • การตัดเล็บควรตัดด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเล็บขบ ซึ่งอาจลุกลามและเป็นสาเหตุของการถูกตัดขาได้
    • ควรตัดเล็บในแนวตรงๆ อย่าให้สั้นชิดผิวหนังจนเกินไป
    • ไม่ควรใช้วัตถุแข็งแคะซอกเล็บ
    • การตัดเล็บ ควรทำหลังล้างเท้าหรืออาบน้ำใหม่ๆ เพราะเล็บจะอ่อนและตัดง่าย ถ้าสายตามองเห็นไม่ชัด ควรให้ผู้อื่นตัดเล็บให้
  • ป้องกัน การบาดเจ็บและเกิดแผล โดยการสวมรองเท้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน (อย่าเดินเท้าเปล่า) ควรเลือกรองเท้าที่ห่อหุ้มเท้าและข้อเท้า สวมพอดี ไม่หลวม ไม่บีบรัด พื้นนุ่ม มีการระบายอากาศและความชื้นได้ ควรสวมถุงเท้าด้วยเสมอ โดยเลือกสวมถุงเท้าที่สะอาด ไม่รัดแน่น และเปลี่ยนทุกวัน ก่อนสวมรองเท้าควรตรวจดูว่ามีวัตถุมีคมตกอยู่ในรองเท้าหรือไม่ สำหรับรองเท้าคู่ใหม่ ในระยะเริ่มแรก ควรใส่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้รองเท้าค่อยๆ ขยายปรับตัวเข้ากับเท้าได้ดี
  • หลีกเลี่ยงการตัดดึง หรือแกะหนังแข็งๆ หรือตาปลาที่ฝ่าเท้า และไม่ควรซื้อยากัดลอกตาปลามาใช้เอง
  • ถ้า รู้สึกว่าเท้าชา ห้ามวางขวดหรือกระเป๋าน้ำร้อน หรือประคบด้วยของร้อนใดๆ เพราะจะทำให้เกิดแผลพองไหม้ขึ้นได้ และไม่ช่วยให้อาการชาดีขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อไร...ควรไปพบแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และรับการรักษาอยู่ประจำ ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด เมื่อ

  1. ขาดยาที่ใช้รักษา เช่น ยาหาย ยาไม่พอ
  2. มีอาการไม่สบาย เช่น ไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินรุนแรง ซึม เป็นลม เป็นต้น

“โรคเบาหวาน ถึงจะเป็นเรื้อรัง ก็ยังสามารถมีชีวิตอย่างปกติสุขได้ ถ้าไม่ท้อถอย และคอยหมั่นรักษาตัวเอง”

เอกสารอ้างอิง
เอกสารประกอบการฝึกงานวิชาชีพเภสัชกรรม หลักสูตรบริบาลเภสัชกรรม รุ่น1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา. 2550.

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
panupong 12 ต.ค. 2552 13 ต.ค. 2552

Saturday, January 9, 2010

ชีวิตแต่งงานมีค่ามากขึ้น ในยามผู้ชายเจ็บป่วย

ชีวิตแต่งงานมีค่ามากขึ้น ในยามผู้ชายเจ็บป่วย

ผู้ชายมักจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานต่อเมื่อพวกเขาอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตการทำงาน หรือ ในยามที่พวกเขาป่วยหนัก

นัก วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจ วิถีการทำงาน และรายได้ที่ได้รับของชาวแคนาดา พบว่า ผู้มีรายได้หลักมักจะเป็นสามี และ รายได้นี้มักจะกลายเป็นรายได้สำรอง โดบเก็บไว้ที่ภรรยา และรายได้รองนี้จะถูกนำมาจ่ายก้ต่อเมื่อ สามีไม่สามารถหาเงินได้ หรือ ในภาวะที่ฝ่ายชายเจ็บป่วย

จิโอแวนนี่ กาลิโพลิ จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย และ ลอร์ร่า เทอร์เนอร์ จากมหาวทิยาลัยโตรอนโต พบว่า เงินสำรอง หรือ เงินประกัน กลายเป็นรายได้หลัก ที่มีความสำคัญของชีวิตแต่งงาน ในยามที่สามีไม่สามารถหารายได้ได้

ผลที่ตามมาคือ การแต่งงานจะยั่งยืนมากขึ้น และความไม่มั่นคงก็ถูกกำจัดไป กล่าวคือ ความเสี่ยงของการหย่าร้างลดลง เมื่อฝ่ายชายมีสุขภาพดีขึ้น และครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยลดการหย่าร้างลงได้ในทุก ๆ ช่วงของชีวิตแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ชายที่มีความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ มักจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานเร็วขึ้น เมื่อพวกเขายังไม่มีรายได้มากนัก และในช่วงชีวิตการแต่งงาน พวกเขาจะพยายามหารายได้เพื่อให้ร่ำรวยมากขึ้น แต่เมื่อรายได้มีมากขึ้น พวกเขาก็มักจะหาเรื่องเพื่อการหย่าร้างตามมา ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นช่วงวิกฤติของชีวิตแต่งงานก็ว่าได้

ที่มา UPI

: สังคม
: ข่าว
: มุมมองดี
อัมพวรรณ 29 ธ.ค. 2552 29 ธ.ค. 2552