Monday, March 1, 2010

การดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน

การดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อเป็นเบาหวานควรทำอย่างไร
ปัจจุบัน นี้พบว่าอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเบาหวานในคนไทยเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิต เท่าที่ทราบกันว่าในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาใดที่จะทำให้ผู้ที่เป็นโรคเบา หวานหายขาดได้ แต่ก็มิใช่ว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถดำรงค์ชีวิตอย่างปกติสุขได้ ทั้งนี้มีหลักการง่ายๆที่เป็นแนวทางให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดำเนินชีวิต อย่างปกติสุขได้ ดังนี

  1. พบแพทย์และตรวจเลือดตามนัด โรคนี้จะอาศัยการสังเกต ดูอาการแสดงเพียงอย่างเดียวแบบโรคทั่วๆ ไปไม่ได้ เนื่องเพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเล็กน้อย (126-200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) ก็มักไม่มีอาการผิดปกติให้รู้สึกได้ กรณีเช่นนี้อาจทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ ปล่อยตัวจนอาจเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวได้ ดังนั้นจึงควรตรวจเลือดเป็นระยะๆ หากเป็นไปได้ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน หรือทุกสัปดาห์
  2. กินยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินตามขนาดที่แพทย์สั่ง อย่าลดยาหรือปรับยาตามความรู้สึก หรือการคาดเดาของตัวเองเป็นอันขาด ควรกินยาและกินอาหารให้เป็นเวลา (กินให้ตรงเวลาทุกมื้อ และอย่าเผลอหลับใกล้เวลาอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากยาที่ออกฤทธิ์) และกะปริมาณอาหารให้พอๆ กันทุกวัน
  3. ควรควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยมีหลักง่ายๆ ดังนี้
    1. กินอาหารวันละ 3 มื้อ กินให้ตรงเวลา ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง กินในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันทุกมื้อ
    2. อย่ากินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา
    3. ในแต่ละมื้อ ให้กินอาหารที่มีทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน และผัก
    4. หลีก เลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมเชื่อมน้ำตาล นมหวาน (ให้ดื่มนมจืดแทน) ผลไม้ที่มีรสหวานจัด (เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย ลิ้นจี่ องุ่น ละมุด อ้อย) ผลไม้กระป๋อง ผลไม้แช่อิ่มหรือผลไม้เชื่อมน้ำตาล
    5. ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า
    6. หลีก เลี่ยงการกินเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู เนย มันหมู มันไก่ เนื้อติดมัน หมูสามชั้น ครีม กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง หอยนางรม อาหารทอด (เช่น ไก่ทอด กล้วยแขก ปาท่องโก๋ มันทอด)
    7. กินอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ถั่ว ขนมปัง ในจำนวนพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
    8. กิน ผักให้มากๆ โดยเฉพาะผักประเภทใบและถั่วสด เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักกะเฉด มะระ มะเขือยาว ถั่วงอก ถั่วแขก ถั่วฝักยาว เป็นต้น
    9. กินผลไม้ที่มีรสหวานไม่มากได้มื้อละ 6-8 คำ เช่น ส้ม มังคุด มะม่วง มะละกอ พุทรา ฝรั่ง สัปปะรด เป็นต้น
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือทำงานออกแรงกายให้มาก ควรทำในปริมาณที่เท่าๆ กันทุกวัน อย่าหักโหม ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลัง ควรปฏิบัติการเกิดความพอเหมาะ เพราะจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้ายังอ้วน แสดงว่ายังปฏิบัติตัวทั้ง 2 เรื่องไม่ได้เต็มที่
  5. ภาวะน้ำตาลต่ำ ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ประจำทุกวัน ถ้าหากมีอาการหิว ใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น แสดงว่าอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรีบกินของหวานหรือน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่กินอาหารน้อย หรือกินผิดเวลา ทำงานหรือออกกำลังกายหักโหมกว่าปกติ
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริง อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล ถ้ามีความเครียด การออกกำลังกายจะช่วยผ่อนคลายความเครียดไปในตัว
  7. ควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ
  8. หมั่นดูแลรักษาเท้า ดังนี้คือ
  • ทำ ความสะอาดเท้าและดูแลผิวหนังทุกวัน เวลาอาบน้ำควรล้างและฟอกสบู่ตามซอกนิ้วและส่วนต่างๆ ของเท้าอย่างทั่วถึง หลังล้างเท้าเรียบร้อยแล้วให้ซับทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนู ระวังอย่าเช็ดแรงเกินไป เพราะผิวหนังอาจถลอกเป็นแผลได้
  • ถ้าผิวหนังที่เท้าแห้งเกินไป ควรใช้ครีมทาผิวบางๆ โดยเว้นบริเวณซอกนิ้วเท้าและรอยเล็บเท้า
  • ตรวจ เท้าอย่างละเอียดทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า ฝ่าเท้าบริเวณที่เป็นจุดรับน้ำหนัก และรอบเล็บเท้า เพื่อดูว่ามีรอบซ้ำ มีบาดแผลหรือการอักเสบหรือไม่ หากมีแผลที่เท้า ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
  • การตัดเล็บควรตัดด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเล็บขบ ซึ่งอาจลุกลามและเป็นสาเหตุของการถูกตัดขาได้
    • ควรตัดเล็บในแนวตรงๆ อย่าให้สั้นชิดผิวหนังจนเกินไป
    • ไม่ควรใช้วัตถุแข็งแคะซอกเล็บ
    • การตัดเล็บ ควรทำหลังล้างเท้าหรืออาบน้ำใหม่ๆ เพราะเล็บจะอ่อนและตัดง่าย ถ้าสายตามองเห็นไม่ชัด ควรให้ผู้อื่นตัดเล็บให้
  • ป้องกัน การบาดเจ็บและเกิดแผล โดยการสวมรองเท้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน (อย่าเดินเท้าเปล่า) ควรเลือกรองเท้าที่ห่อหุ้มเท้าและข้อเท้า สวมพอดี ไม่หลวม ไม่บีบรัด พื้นนุ่ม มีการระบายอากาศและความชื้นได้ ควรสวมถุงเท้าด้วยเสมอ โดยเลือกสวมถุงเท้าที่สะอาด ไม่รัดแน่น และเปลี่ยนทุกวัน ก่อนสวมรองเท้าควรตรวจดูว่ามีวัตถุมีคมตกอยู่ในรองเท้าหรือไม่ สำหรับรองเท้าคู่ใหม่ ในระยะเริ่มแรก ควรใส่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้รองเท้าค่อยๆ ขยายปรับตัวเข้ากับเท้าได้ดี
  • หลีกเลี่ยงการตัดดึง หรือแกะหนังแข็งๆ หรือตาปลาที่ฝ่าเท้า และไม่ควรซื้อยากัดลอกตาปลามาใช้เอง
  • ถ้า รู้สึกว่าเท้าชา ห้ามวางขวดหรือกระเป๋าน้ำร้อน หรือประคบด้วยของร้อนใดๆ เพราะจะทำให้เกิดแผลพองไหม้ขึ้นได้ และไม่ช่วยให้อาการชาดีขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อไร...ควรไปพบแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และรับการรักษาอยู่ประจำ ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด เมื่อ

  1. ขาดยาที่ใช้รักษา เช่น ยาหาย ยาไม่พอ
  2. มีอาการไม่สบาย เช่น ไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินรุนแรง ซึม เป็นลม เป็นต้น

“โรคเบาหวาน ถึงจะเป็นเรื้อรัง ก็ยังสามารถมีชีวิตอย่างปกติสุขได้ ถ้าไม่ท้อถอย และคอยหมั่นรักษาตัวเอง”

เอกสารอ้างอิง
เอกสารประกอบการฝึกงานวิชาชีพเภสัชกรรม หลักสูตรบริบาลเภสัชกรรม รุ่น1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา. 2550.

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
panupong 12 ต.ค. 2552 13 ต.ค. 2552

Monday, February 1, 2010

พฤติกรรมดีห่างไกลโรคหัวใจ

พฤติกรรมดีห่างไกลโรคหัวใจ

เมื่อเร็วๆ นี้ examiner.com รายงานว่าพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันที่ดีนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

นักวิจัยได้ทำการศึกษาพบว่าพฤติกรรมที่ช่วยให้ผู้ชายมีสุขภาพหัวใจดีนั้น ได้แก่

  • การดูแลควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การไม่สูบบุหรี่
  • การออกกำลังกายเป็นประจำ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณปานกลาง
  • การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธัญพืช
  • การรับประทานรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้

และ จากการสำรวจในผู้ชายจำนวน 20,000 คนพบว่าผู้ที่มีพฤติกรรมทั้งหมดข้างต้นจะมีความเสี่ยงเพียง 1 ใน 10 ที่จะเป็นโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทำพบว่าจะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจล้มเหลวได้ถึง 1 ใน 5

สำหรับผู้หญิงนั้นกับโรคความดันโลหิตสูงนั้น จากการสำรวจผู้หญิง 83,000 คนพบว่าถ้าผู้หญิงมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพดี ได้แก่

  • การมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การออกกำลังกายทุกวัน
  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงปานกลาง
  • การใช้ยาบรรเทาปวดไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์
  • การรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิคสูง

จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำ

พฤติกรรมที่ดีที่ปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน แม้บางครั้งอาจยุ่งยากแต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาย่อมคุ้มค่าเสมอ

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
อัญชลี 25 ก.ค. 2552 25 ก.ค. 2552

Tuesday, January 12, 2010

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในฤดูใบไม้ร่วง

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในฤดูใบไม้ร่วง

งาน วิจัยจากกรุงลอนดอนเผยว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง จะมีผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคหัวใจ ในระหว่างที่เชื้อไข้หวัดกำลังแพร่ระบาดในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจจะพุ่งสูงขึ้นในเวลากันเดียวกัน กับการเพิ่มสูงขึ้นของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ และคาดว่าในฤดูใบไม้ร่วงจะพบการระบาดหนักของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 และนั่นจะส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมีเพิ่มมากขึ้น

การ วิจัยครั้งนี้ได้ทำการศึกษาย้อนกลับไปจนถึงปี 2475 เกี่ยวกับหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรค หัวใจ นักวิจัยพบความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันระหว่างอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย โรคไข้หวัดใหญ่กับผู้ป่วยโรคหัวใจ และยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจจะมีเพิ่มขึ้น 35-50% ที่เกิดจากการได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วย โรคหัวใจและโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวานปะมาณ 2.5 ล้านคน ต่างได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ นักวิจัยกล่าวว่าแม้การลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจนั้นจะทำได้หลายวิธี เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก แต่การได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและละเลย

ข่าวจาก MailOnline

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
พรรณภัทร 28 ก.ย. 2552 29 ก.ย. 2552

Sunday, January 10, 2010

โยเกิร์ต : อาหารดีมีคุณค่า โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมที่ได้จากการนำนมไปหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ จนกระทั่งแลกโทสซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติในนม เปลี่ยนเป็นกรดแ

โยเกิร์ต : อาหารดีมีคุณค่า

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมที่ได้จากการนำนมไปหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ จนกระทั่งแลกโทสซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติในนม เปลี่ยนเป็นกรดแลกติก และนมเปลี่ยนสภาพจากเดิม เป็นลักษณะข้นเหนียว เป็นลิ่มคล้ายคัสตาร์หรือเต้าฮวย มีเนื้อสัมผัสแบบเจล และมีรสเปรี้ยวเฉพาะตัว

โยเกิร์ตมีมานานราว4,500 ปีมาแล้ว แหล่งกำเนิดคือกลุ่มประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่าน ต่อมาได้ไปนิยมแพร่หลายในแถบยุโรปตะวันออกและยุโยปกลาง สันนิษฐานกันว่าพบครั้งแรกจากการขนส่งนมซึ่งบรรจุในภาชนะที่ทำจากหนังแพะ ซึ่งจะเกิดการหมักขึ้นเนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ที่มีในหนังแพะ ทำให้นมเปลี่ยนสภาพเป็นข้นเหนียวและมีรสเปรี้ยว

จากการค้นพบของ นักประวัติศาสตร์ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า โยเกิร์ตเป็นอาหารของชนเผ่าทราเซียน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ที่สุดของชาวบัลกาเรีย ชนเผ่าทราเซียนมีความชำนาญในการเลี้ยงแกะ คำว่า Yog ในภาษาทราเซียน แปลว่า หนาหรือข้น ส่วน คำว่า urt แปลว่า น้ำนม คำว่า Yogurt หรือ Yoghurt น่าจะมาจาก คำสองคำนี้รวมกัน ในยุคโบราณราวศตวรรษที่4 ถึง ศตวรรษที่6 ก่อนคริสตกาล ชาวทราเซียนมีวิธีการเก็บรักษาน้ำนมไว้ในถุงที่ทำจากหนังแกะ โดยมักนิยมคาดไว้ที่เอว เชื้อจุลินทรีย์ที่มีในหนังแกะ เมื่อได้รับความอบอุ่นจากร่างกายจะเป็นตัวช่วยให้เกิดปฏิกิริยาการหมักขึ้น มา เป็นผลให้น้ำนมในถุงเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโยเกิร์ต

นอกจากนี้ โยเกิร์ตเป็น ชื่อที่ชาวตุรกีใช้เรียกนมวัว นมแพะ นมแกะหรือนมควาย ซึ่งผ่านการหมักโดยเชื้อแบคทีเรีย เกิดเป็นกรดแลกติก สำหรับชื่ออื่นที่หมายถึงโยเกิร์ตก็มีแตกต่างกันไปในประเทศต่าง ๆ เช่น ชาวคอเคซัล เรียกว่า metzon และ katyk ชาวกรีกเรียกว่า tiaouriti ชาวอิยิปต์ เรียกว่า laban ชาวบัลการเรีย เรียกว่า naja ชาวอิตาเลียน เรียกว่า gioddue ชาวอินเดีย เรียกว่า dahi เป็นต้น

ผู้ที่ทำ การศึกษาเกี่ยวกับโยเกิร์ตเป็นคนแรกคือ ชาวรัสเซีย ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ ปลาสเตอร์ชื่อว่า Mr. Metchnikoff โดยเขาได้วิจัยพบว่า โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของเชื้อแบคทีเรียสองชนิด คือ Streptococcus thermophillusและ Thermobacterium bulgaricum

โยเกิร์ตสามารถแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้

  1. แบ่งตามกรรมวิธีการผลิต ได้แก่
  • โยเกิร์ตชนิดคงตัว (set yoghurt) ซึ่งผลิตโดยเพาะเชื้อจุลินทรีย์ในนม แล้วบรรจุในภาชนะบ่ม จนกระทั่งมีลักษณะแข็งเป็นก้อน
  • โยเกิร์ต ชนิดคน (stirred yoghurt) ใช้วิธีเติมเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำนม แล้วนำไปบ่มถังหมัก เมสื่อพบว่ามีการแข็งตัวเป็นก้อน จึงนำไปปั่น เพื่อทำลายโครงสร้างตะกอนนม ต่อจากนั้นจึงบรรจุภาชนะ

2. แบ่งตามลักษณะกลิ่นรส ได้แก่

  • โยเกิร์ตชนิดธรรมดา (plain yoghurt)
  • โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยผลไม้ (fruit yoghurt) มีการเติมผลไม้ต่างๆลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ
  • โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ต่างๆ (flavoured yoghurt) เพื่อให้มีกลิ่นรส

ต่างๆ

ซึ่งโยเกิร์ตทั้งสามกลุ่มนี้อาจมีกรรมวิธีผลิตเป็นแบบชนิดคงตัวหรือแบบชนิดคน ก็ได้

โยเกิร์ต และนมเปรี้ยวมีกรรมวิธีการผลิตเหมือนกัน ต่างกันตรงลักษณะของผลิตภัณฑ์ คือถ้าเป็นชนิดครีม จะเรียกว่า โยเกิร์ต ถ้าเป็นของเหลวชนิดพร้อมดื่ม ก นมเปรี้ยว

โยเกิร์ตประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์หลายล้านตัว ซึ่งเป็นชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือที่รู้จักกันในนามของโพรไบโอติก (probiotics) เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและเมื่อรับประทานอาหารที่มีเชื้อจุลินทรีย์ชนิด นี้แล้วจะก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากสามารถทำให้มีการปรับจำนวนจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารจน อยู่ในสภาพสมดุลย์ ปกติจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร มีประมาณ 400-500 ชนิดและมีปริมาณรวมกันประมาณร้อยล้านล้านตัว โดยในกระเพาะอาหารซึ่งมีสภาวะเป็นกรดจะมีน้อยกว่าในลำไส้ ในลำไส้เล็กปริมาณจุลินทรีย์เพิ่มจนเป็นหมื่นล้านตัว และเมื่อไปถึงลำไส้ใหญ่ปริมาณจุลินทรีย์เพิ่มมากถึงล้านล้านตัว จุลินทรีย์ชนิดนี้ได้แก่ แบคทีรอยเดส ไบฟิโดแบคทีเรีย คลอสทริเดีย และที่มีมากที่สุด คือ แลกโตแบซิลลัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สุขภาพ สามารถป้องกันโรคติดเชื้อ เนื่องจากจุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสร้างกรดอะซิติกและกรดแลกติก ทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดซึ่งเป็นผลทำให้จุลินทรีย์ที่เกิดโรค (pathogens) เช่น โรคท้องเสีย โรคติดเชื้อ ภาวะเป็นพิษต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้และยังไปแย่งอาหารของจุลินทรีย์เหล่านั้น
ด้วย

นอก จากนี้จุลินทรีย์สุขภาพยังสร้างสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปมีสารอาหารต่าง ๆ ซึ่งจะถูกย่อยในสภาวะแตกต่าง ถ้าเป็นโปรตีนหากถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคจะเกิดเป็นสารพิษซึ่ง ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆขึ้นได้ ไขมันหากย่อยไม่หมดและถูกย่อยต่อด้วยจุลินทรีย์อื่นที่ไม่ใช่จุลินทรีย์ สุขภาพ จะทำให้เซลล์ลำไส้ถูกกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ มีเพียงสารคาร์โบไฮเดรตเท่านั้นที่เมื่อผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพ เกิดกรดแลกติกและสารที่เกิดเป็นพลังงานแก่ลำไส้ รวมทั้งสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาด้วย

ดังนั้นคนเราจึงจำเป็นต้องมี จุลินทรีย์สุขภาพร่างกายให้มารกขึ้น เพื่อให้เกิดการหมักของโปรตีนหรือไขมันที่เหลือมาจากการย่อยในลำไส้เล็ก ปริมาณจุลินทรีย์สุขภาพต้องมีประมาณ 3,000-10,000 ล้านตัว จึงจะช่วยให้มีสุขภาพดี สำหรับโยเกิร์ต 1 ถ้วย โดยทั่วไปจะมีจุลินทรีย์ ประมาณ 3,000 ล้านตัวขึ้นไป โดยเมื่อครบเวลา 8 ชั่วโมง ปริมาณจุลินทรีย์สุขภาพก็จะลดลง และจะหมดภายใน 8 วัน

ดังนั้น จึงควรรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ ซึ่งถ้าเราไม่รับประทานทุกวันก็ต้องรับประทานเป็นระยะๆเพื่อให้มีจุลินทรีย์ สุขภาพในปริมาณเพียงพอในการก่อให้เกิดผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร ดังกล่าวแล้วข้างต้นกล่าวกันว่าเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ชาวบัลกาเรียและชาว ทิเบต มีอายุยืนนับร้อยปี มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ก็เพราะโยเกิร์ตซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่รับประทานสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยไปทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น

โย เกิรต์นับว่าเป็นอาหารสุขภาพอย่างหนึ่งที่อุดมด้วยวิตามิน แคลเซียม และโปรตีน ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร ช่วยแก้อาการเกรียมแดด ใช้ในการล้างเชื้อราในช่องต่างๆของร่างกายนอกจากนั้นยังใช้ในการทำความสะอาด ผิวหนัง อีกด้วย ในญี่ปุ่นมีผู้ศึกษาวิจัย พบว่า น้ำนมหมักประเภทโยเกิร์ตมีผลดีในการต่อต้านเนื้องอกซึ่งคงเป็นผลมาจากการที่ จุลินทรีย์สุขภาพไปหมักแลกโทสในนมเกิดเป็นกรดแลกติกขึ้นมา สำหรับประเทศไทยมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้นมเปรี้ยวเป็นอาหารควบคุมเฉพาะแต่ยังไม่รวมถึงโยเกิร์ต

โครงการ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีการทดสอบคุณภาพและคุณค่าโภชนาการของโยเกิร์ต (รวมทั้งนมเปรี้ยว) ผู้สนใจสามารถรับบริการได้ทุกวัน เวลา ที่ทำการ

เอกสารอ้างอิง
1. หมอพัตร,โยเกิร์ต ,นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 เดือนสิงหาคม 2546
2. คณะอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครรินทร์,โยเกิร์ต ,หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หน้า 10
ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542
3. Ronald S.Kirk and Ronald Sawyer,Composition and Analysis of Foods, 9THed. 1991
p.569

ผู้เขียน: ศิริบุญ พูลสวัสดิ์
โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
จริญญา 21 ก.ย. 2552 21 ก.ย. 2552
ความคิดเห็น (2)

บอกหน่อยว่า อาหารที่ทำให้สุขภาพดีมีไรบ้าง บอกหน่อย

เบส (117.47.182.82) 16 พฤศจิกายน 2552 - 20:31 (#507)

ทำให้ร่างกายเเขงเเรง

เพนกวิน (118.172.248.36) 22 พฤศจิกายน 2552 - 19:52 (#536)

Saturday, January 9, 2010

ชีวิตแต่งงานมีค่ามากขึ้น ในยามผู้ชายเจ็บป่วย

ชีวิตแต่งงานมีค่ามากขึ้น ในยามผู้ชายเจ็บป่วย

ผู้ชายมักจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานต่อเมื่อพวกเขาอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตการทำงาน หรือ ในยามที่พวกเขาป่วยหนัก

นัก วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจ วิถีการทำงาน และรายได้ที่ได้รับของชาวแคนาดา พบว่า ผู้มีรายได้หลักมักจะเป็นสามี และ รายได้นี้มักจะกลายเป็นรายได้สำรอง โดบเก็บไว้ที่ภรรยา และรายได้รองนี้จะถูกนำมาจ่ายก้ต่อเมื่อ สามีไม่สามารถหาเงินได้ หรือ ในภาวะที่ฝ่ายชายเจ็บป่วย

จิโอแวนนี่ กาลิโพลิ จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย และ ลอร์ร่า เทอร์เนอร์ จากมหาวทิยาลัยโตรอนโต พบว่า เงินสำรอง หรือ เงินประกัน กลายเป็นรายได้หลัก ที่มีความสำคัญของชีวิตแต่งงาน ในยามที่สามีไม่สามารถหารายได้ได้

ผลที่ตามมาคือ การแต่งงานจะยั่งยืนมากขึ้น และความไม่มั่นคงก็ถูกกำจัดไป กล่าวคือ ความเสี่ยงของการหย่าร้างลดลง เมื่อฝ่ายชายมีสุขภาพดีขึ้น และครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยลดการหย่าร้างลงได้ในทุก ๆ ช่วงของชีวิตแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ชายที่มีความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ มักจะให้ความสำคัญกับการแต่งงานเร็วขึ้น เมื่อพวกเขายังไม่มีรายได้มากนัก และในช่วงชีวิตการแต่งงาน พวกเขาจะพยายามหารายได้เพื่อให้ร่ำรวยมากขึ้น แต่เมื่อรายได้มีมากขึ้น พวกเขาก็มักจะหาเรื่องเพื่อการหย่าร้างตามมา ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นช่วงวิกฤติของชีวิตแต่งงานก็ว่าได้

ที่มา UPI

: สังคม
: ข่าว
: มุมมองดี
อัมพวรรณ 29 ธ.ค. 2552 29 ธ.ค. 2552

Friday, January 8, 2010

หยุดทำงาน เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อ

หยุดทำงาน เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อ

งาน วิจัยจากประเทศอังกฤษแสดงให้เห็นว่าอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อทำให้ ประชากรวัยทำงานชาวยุโรปกว่าครึ่งหนึ่งต้องลางาน และจำนวน 2 ใน 3 ต้องหยุดทำงานถาวรเนื่องจากอาการเหล่านั้น

ปัจจุบันพบว่าชาว ยุโรปที่ประสบกับอาการปวดกล้ามเนื้อมีประมาณ 100 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งจำนวน 40% ของคนเหล่านั้นต้องหยุดการทำงานเพราะอาการปวดกล้ามเนื้อ และพบว่าจำนวนค่ารักษาอาการดังกล่าวของประเทศในยุโรปมีเพิ่มสูงขึ้นถึง 240 พันล้านยูโร

อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อถือเป็นเรื่องสำคัญที่ ส่งผลกระทบระบบแรงงานในยุโรป ในขณะที่กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ของโลก

นักวิจัยกล่าวว่าความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือสิ่ง ที่สมาคมการค้าเคยเรียกร้องมาเป็นระยะเวลาหลายปี ถึงสิทธิ์ในการบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดหลังของประชาชนวัยทำงาน

ใน ประเทศอังกฤษมีคนทำงานเพียง 2% ที่ได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุมจากผู้ว่าจ้างและประชาชนส่วนใหญ่จะ ต้องได้รับการรับรองจากแพทย์เกี่ยวกับอาการดังกล่าวก่อนจะหยุดงานเพื่อทำการ รักษา ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน ทำให้อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อพัฒนาและรุนแรงขึ้น

ข่าวจาก MailOnline

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
พรรณภัทร 30 ก.ย. 2552 01 ต.ค. 2552

Thursday, January 7, 2010

ลดความดันโลหิต ด้วยกีฬากำหนดลมหายใจ

ลดความดันโลหิต ด้วยกีฬากำหนดลมหายใจ

คน เราหลีกเลี่ยงการมีอายุเพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่เพิ่มความเสี่ยงได้โดยการควบคุมโรคที่มีอยู่เดิมให้ดี ขึ้น การเกิดโรคเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราอายุสั้น และต้องจบชีวิตลงก่อนถึงเวลาอันควร การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและเอาใจใส่ การเล่นกีฬาและการออกกำลังกายเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ เหมาะสมได้

กีฬาและการออกกำลังกายประเภทที่ต้องกำหนดลมหายใจไป ด้วย อย่างเช่น โยคะ ไทเก๊ก พีลาทีส ฯลฯ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนอกจากทำให้รูปร่างดีขึ้นแล้ว จิตใจยังสงบลงด้วย

ข้อดีของกีฬากำหนดลมหายใจ
ใน การเล่นกีฬาทั่วไป การหายใจจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ไม่รู้สึกตัวขณะที่กีฬาที่ต้องกำหนดลมหายใจ ผู้เล่นจะรับรู้การหายใจเข้า-ออกไปจนถึงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างจด จ่ออยู่ตลอดเวลา

หลักการสำคัญคือ หายใจเข้าขณะที่ร่างกายหรือกล้ามเนื้อยืดออก และหายใจออกขณะที่กล้ามเนื้อหดเข้า เทคนิคการหายใจแบบนี้สัมพันธ์กันระหว่างกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนเลือด นั่นคือ เมื่อหายใจเข้ารับออกซิเยนเข้าสู่ปอด และส่งต่อไปกับเส้นเลือก กล้ามเนื้อที่ยืดออกพอดีทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ส่งออกซิเจนให้เซลล์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนั้นก็รับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์เพื่อนำกลับมาขับออกจากร่าง กายผ่านทอกปอด จึงพอดีกับที่ขยับร่างกายในท่าหดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะบีบเส้นเลือดและไล่เลือดให้ไหลกลับมาสู่ปอดและหัวใจ พร้อมกับหายใจออกและนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดไป นอกจากนี้การกำหนดลม
หายใจพร้อมกับเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมยังช่วยปรับความดันโลหิตได้ด้วย

ปัจจัยก่อความดันสูง
ความ ดันโลหิตคือความดันในหลอดเลือดแดง แรงดันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น แรงบีบของหัวใจ ความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด แรงต้านหรือความดันย้อนกลับที่เกิดขึ้น (เช่น ร่างกายมีของเหลวมากหรือมีน้ำหนักตัวมาก) แรงบีบของกล้ามเนื้อที่บีบลงบนเส้นเลือดขนาดเล็ก ความข้นของเลือด ปริมาณของเลือดทั้งหมด รวมถึงสุขภาพโดยทั่วไปของแต่ละคน การทำงานของไตและตับ แรงบีบและประสิทธิภาพการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบการหายใจของร่างกาย ด้วย

สาเหตุที่ทำให้ความดันสูงมาจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยทางกาย และปัจจัยทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความโกรธ ความเศร้า ส่วนปัจจัยทางร่างกาย ได้แก่ การออกกำลังกายไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล (เช่น อาหารที่ไม่ไขมันสูง แต่มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่ำ) การสูบบุหรี่ การนอนหลับพักผ่านน้อย แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียง 2 ปัจจัย นั้นคือ ปัจจัยทางอาการณ์
และการออกกำลังกายไม่เพียงพอ

ปัจจัย ทางอารมณ์ เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินออกมา ทำให้ผนังเส้นเลือดหดตัวเพื่อส่งเลือดที่มีออกซิเจนมากไปที่กล้ามเนื้อและ สมองอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าหากคุณเครียดหรือเกิดอารมณ์โกรธเคืองเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะความดันโลหิตสูงอย่างถาวรได้

ส่วนการไม่ ออกกำลังกาย นั้นเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต คือระบบการไหลเวียนเลือดต้องอาศัยการบีบและคลายของกล้ามเนื้อทั้งตัวร่วมกับ การทำงานของหัวใจ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอก ช่องท้องและกะบังลม

ใน สภาวะการหายใจแบบปกติ การสูดอากาศที่มีออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและส่งคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จะทำให้เกิดแรงดันในทรวงอกและช่องท้อง ซึ่งมีผลต่อการบีบ-คลายของหัวใจเพื่อส่งเลือดด้วย ดังนั้นหากเราหายและเคลื่อนไวกล้ามเนื้อทั่วร่างกายอย่างถูกต้อง ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดจะทำงานได้ราบรื่นขึ้น แต่ผู้ที่ไม่ค่อยขยับเขยื้อนร่างกายหรือนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ระบบการหายใจจะไม่ได้ทำงานเต็มที่เหมือนขณะออกกำลังกาย กล้ามเนื้อทั่วร่างกายก็ไม่ค่อยได้ทำงานเต็มที่เหมือนขณะออกกำลังกาย กล้ามเนื้อทั่วร่างกายก็ไม่ค่อยได้ทำงาน นานวันเข้าความดันโลหิตจึงสูงขึ้น

ปรับความดันด้วยกีฬาฝึกลมหายใจ
การ ออกกำลังกายช้า ๆ ที่ต้องร่วมกับการฝึกหายใจ อย่างเช่น โยคะ พีลาทีส ซี่กง ไทเก๊ก มวยจีน ฯลฯ จึงให้ประโยชน์ 2 ประการ คือ ช่วยการบีบตัวของกล้ามเนื้อและกะบังลม และเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้เลือด

ประการ หลังนี้สำคัญมาก เพราะเลือดมีบทบาทเป็นตัวนำออกซิเจน ซึ่งมีผลต่อความดันโลหิตมาก ถ้าเนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นโดยการฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตจึงต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและหากเกิดในผู้ที่เส้นเลือดอุดตัน เป็นบางส่วนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเป็นอันตรายเพราะอาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาต หรือหัวใจล้มเหลว

การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการกำหนด ลมหายจึงช่วยปรับความดันโลหิต เพราะช่วยลดความเครียดและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และหลอดเลือดทั่วร่างกายจะสูบฉีดเลือดได้ราบรื่นขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยลดแรง ดันในทรวงอกและช่องท้อง ทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักเกินควร เพราะไม่มีแรงดันต้านกลับจากภายใน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมระดับความดันโลหิตก็ต้องทำร่วมกับการกินอาหารที่ดี การพักผ่อนเพียงพอ รวมถึงการผ่อนคลายความเครียด จึงจะส่งผลดีอย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย พจณีย์ พูลเจริญ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
จริญญา 13 ต.ค. 2552 14 ต.ค. 2552
ความคิดเห็น (1)

ซี่กง น่าสนแฮะ ส่วนโยคะ ถ้าไปเล่นที่ฟิตเนสนั้นเราว่าแพงน่ะ แต่พอเล่นที่บ้านคนเดียวไม่มีคนสอนก็ไม่สนุกอีก เง้อ

แอม (117.47.183.45) 17 พฤศจิกายน 2552 - 00:28 (#509)