Wednesday, August 25, 2010

สูตรกึ่งสำเร็จรักษาผู้ป่วยไตวายจากเบาหวาน

สูตรกึ่งสำเร็จรักษาผู้ป่วยไตวายจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเกาต์

ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม[1]

จากการทำงานดูแลผู้ป่วยมานานกว่าสิบปี พบว่าผู้ป่วยมากมายต้องตายด้วยภาวะไตวายระยะสุดท้าย ผู้ป่วยในชนบทส่วนมาก จะใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งยังไม่ครอบคลุมเรื่องการฟอกไต ทำข้าพเจ้าได้มีโอกาส ไปดูใจ ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมากกว่า 50 ครั้งแล้ว ทำให้เมื่อสี่ปีที่แล้วเมื่อพ่อสหายสมบูรณ์ผู้ป่วยไตวายต้องตาย เพราะไตวายระยะสุดท้าย และพี่นาวินต้องตายเพราะไตวายทั้งที่อายุไม่ถึง 40 ปี ทำให้ข้าพเจ้าสาบานกับตนเองว่าล้างแค้นโรคไตวายให้จงได้ หากช่วยผู้ป่วยไตวายไม่ได้ จะไม่ขออยู่เป็นเภสัชกร จะขอลาออกจากราชการหากภายในปี 2553 ข้าพเจ้าไม่สามารถช่วยผู้ป่วยไตวายได้

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ถามกับตนเองว่า เราในฐานะเภสัชกร จะสามารถช่วยผู้ป่วยไตวายให้รอดชีวิตได้อย่างไร เมื่อคำถามชัดคมแล้ววิชาที่ได้ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้เกิดขึ้นวิชาแรกคือ การประเมินวรรณกรรม เมื่อคำถามชัดแล้วจึงได้เข้าสู่ การค้นหาคำตอบ ว่า มีเภสัชกรคนไหนในโลก ไหมที่ช่วยผู้ป่วยไตวายได้สำเร็จ โอ้ พระเจ้ายอร์ช... มีครับ มี เภสัชกร ทำสำเร็จแล้วที่ฮ่องกง งานวิจัยชิ้นนั้นมีชื่อเรื่องว่า Effects of structured care by a pharmacist-diabetes specialist team in patients with Type 2 diabetic nephropathy เป็นโครงการที่ทำร่วมกันระหว่างอายุรแพทย์กับเภสัชกร ที่ทำงานอยู่ภาควิขาเดียวกันในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย (The Chinese University of Hong Kong)

สาระสำคัญมีอยู่ว่า โครงการนี้ ได้วางระบบการจัดการผู้ป่วย(disease management program) เบาหวานที่มีภาวะไตวายขึ้นมาใหม่โดยมีเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมอยู่ในทีม ผู้ป่วยด้วย โดยในระบบการจัดการผู้ป่วยใหม่นั้นจะเน้นการทำงานดังนี้

  1. ทุก 3 ถึง 4 เดือน คนไข้ต้องได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวาน

  2. ระหว่างการนัดผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ช่วงกลางคนไข้ต้องมาพบเภสัชกรตลอด 2 ปี

  3. มีการติดตามผลการตรวจคนไข้ในเรื่อง ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด(A1C) การทำงานของไต ระดับไขมัน LDL ระดับโปรแตสเซียมในร่างกาย

  4. คุมระดับ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมัน LDL ระดับโปรแตสเซี่ยม และระดับการทำงานของไตให้ได้ตามเกณฑ์

  5. ใช้ยากลุ่ม angiotensin-converting enzyme inhibitor หรือ angiotensin II antagonist ในผู้ป่วยทุกรายที่ไม่มีข้อห้ามใช้

  6. เภสัชกร มีหน้าที่ ส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาผู้ป่วย

  7. เภสัชกร ต้องให้คำแนะนำใน การปรับเปลี่ยนลีลาชีวิตผู้ป่วย

  8. เภสัชกร มีหน้าที่แนะนำขนาดยา ที่เหมาะสม และเฝ้าระวังภาวะโปรแตสเซี่ยมในเลือดสูง

จากการทำงาน 2 ปี งานวิจัย นี้แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงร้อยละ 71.4 ส่วนความเสี่ยงในเกิดไตวายระยะสุดท้ายลดลงร้อยละ 41.5 สมัย ก่อนผมเองไม่เคยคิดเลยว่า จะช่วยคนไข้ไตวายได้อย่างไรก็เราเป็นแค่ คนจ่ายยา เป็นแค่เภสัชกร จะไปเดิน Round ward กับแพทย์ ไปแนะนำ ให้หมอสั่งยาตามเภสัชกร แนะนำคงเป็นไปได้ยาก เมื่อได้อ่านงานวิจัยแล้ว ผมก็เริ่มคิด คิดแบบลึกๆ คิดนานๆ ผมจึงได้ข้อสรุปว่า ผมต้องออกจากกรงไปดูคนไข้จริงๆ ถึงบ้าน ถึงแม้ว่าผมจะไปเยี่ยมคนไข้ไตวายอยู่บ่อยๆ แต่ก็เป็นเพียงการดูแลแบบฉาบฉวยเท่านั้น ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร

จากการดูแลผู้ป่วยไตวาย แบบบุกถึงบ้าน ตามไปดูแบบถึงลูกถึงคน (ไม่ได้ตังค์ 555 เพราะเบิกโอทียาก ไม่มีเวลาไปเขียนเบิก รายงานมากมาย)นานกว่า 4 เดือน ในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไตวาย 7 เคส ทำให้ผมเข้าใจอะไรต่างๆ ในมุมมองของผู้ป่วยมากมายเลยครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป .... ครับ

จากการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยไตวาย 7 รายพบว่า คนไข้มีปัญหาดังนี้

  1. คนไข้ 1 ราย ไม่ถูก diagnosis ว่าเป็น CRFทั้งๆ ที่ ใช่ ทำให้ขาดการรักษา

  2. คนไข้ 2 ราย ขาดการรักษาต่อเนื่อง 1 ราย ไม่สนใจมา รักษา

  3. คนไข้ 1 ราย ไม่รู้ว่าตนเองเป็นไตวาย

  4. คนไข้ 3 ราย ชอบกินอาหารเค็ม

  5. คนไข้ 2 รายได้รับยาที่มีข้อห้ามใช้เสมอ ๆยากลุ่ม NSAIDS

  6. คนไข้ 1 ราย อยู่คนเดียวขาดคนดูแล

ปล.ต้องยกความดีความชอบให้คนต้นคิด ซึ่งก็คือเภสัชกร Wilson Y.S. Leung, BPharm, PhD, Department of Medicine and Therapeutics, The Chinese University of Hong Kong, The Prince of Wales Hospital, Shatin, N.T., Hong Kong.


[1] เป็น เภสัชกรที่ทำงานโรงพยาบาลชุมชนมานานกว่า 14 ปี frxbaby@gmail.com

Sunday, August 22, 2010

ข้อบังคับ 6 ประการเมื่อเป็นไตวาย

ข้อบังคับ 6 ประการเมื่อเป็นไตวาย

จงมีแผนที่ดี และมีวินัยในการทำงาน

เมื่อ ท่าน หรือ คนที่ ตนรักเป็นไตวาย ควร ทำดังนี้

1 ประเมินภาวะการทำงาน ของไต ทุก 2-6 เดือน

หาก การทำงานของไตเหลือ น้อยกว่า ร้อยละ 20 เตรียมฟอกไต

2 วัดความดันโลหิต ทุกวัน และตรวจเลือดระดับน้ำตา่ล ให้ บ่อยๆ

โดยคุมให้ความดันต่ำกว่า 125/75 มม.ปรอท และ ระดับน้ำตาลต่ำกว่า 180 มก./ดล. หาก กินอาหารแล้ว หาก ตื่นนอนใหม่ ควร ต่ำกว่า 130

หาก ความดันสูง น้ำตาลสูง อาจจำเป็นต้องเพิ่มยาได้ (ปรึกษาแพทย์)

3 งดเกลือ น้ำปลา ปลาร้า ซอส ซีอิ๋ว ให้ มากที่สุด ไม่ตายหรอก

ปรุงอาหารด้วยมะนาว พริกสด อาหารรสขมแทนเค็ม 555

4 หาก ไม่แน่ใจ อย่าซื้อยากินเองโดยเฉพาะยาแก้ปวดต่างๆ (พาราเซตกินได้)

5 คุมน้ำ ไม่ให้เกิน ไม่ให้ บวม

6 พบหมอไตทุก 6 เดือน เพื่อตรวจ

K level Cr/BUN Hct/Hb A1C ทุก 3-6 เดือน ครับ

Thursday, June 3, 2010

การทำงานร่วมกันของเภสัชกร กับพยาบาลสามารถช่วยผู้ป่วยความดันสูงได้

การทำงานร่วมกันของเภสัชกร กับพยาบาลสามารถช่วยผู้ป่วยความดันสูงได้

เภสัชกร กับพยาบาล ช่วยกันดังนี้

1 Care from a pharmacist and nurse team included a wallet card with recorded BP measures,

เภสัชกร กับพยาบาล มีบันทึก การวัดความดันผู้ป่วย
2 cardiovascular risk reduction education and counseling,

มีการให้สุขสึกษา และ คำปรึกษา

3 a hypertension education pamphlet,

มีแผ่นพับ ให้ สุขศึกษา
4 referral to the patient's primary care physician for further assessment or management, a 1-page local opinion leader–endorsed evidence summary sent to the physician reinforcing the guideline recommendations for the treatment of hypertension and diabetes,

มีการส่งต่อแพทย์ พร้อม สรุปแนวทางการรักษาโรคเพื่อ กระต้นให้แพทย์รักษา ตาม CPG
แพทย์ที่แคนาดา ก็มั่วเหมือนกัน 55555


5 4follow-up visits throughout 6 months.


ติดตามคนไข้ 4 ครั้งใน 6เดือน

A Randomized Trial of the Effect of Community Pharmacist and Nurse Care on Improving Blood Pressure Management in Patients With Diabetes Mellitus

Study of Cardiovascular Risk Intervention by Pharmacists–Hypertension (SCRIP-HTN)

Donna L. McLean, MN, RN NP; Finlay A. McAlister, MD, MSc, FRCPC; Jeffery A. Johnson, BSP, PhD; Kathryn M. King, RN, PhD; Mark J. Makowsky, BSP, PharmD; Charlotte A. Jones, PhD, MD, FRCPC; Ross T. Tsuyuki, BSc(Pharm), PharmD, MSc, FCSHP, FACC; for the SCRIP-HTN Investigators

Arch Intern Med. 2008;168(21):2355-2361.

Background Blood pressure (BP) control in patients with diabetes mellitus is difficult to achieve and current patterns are suboptimal. Given increasing problems with access to primary care physicians, community pharmacists and nurses are well positioned to identify and observe these patients. This study aimed to determine the efficacy of a community-based multidisciplinary intervention on BP control in patients with diabetes mellitus.

Methods We performed a randomized controlled trial in 14 community pharmacies in Edmonton, Alberta, Canada, of patients with diabetes who had BPs higher than 130/80 mm Hg on 2 consecutive visits 2 weeks apart. Care from a pharmacist and nurse team included a wallet card with recorded BP measures, cardiovascular risk reduction education and counseling, a hypertension education pamphlet, referral to the patient's primary care physician for further assessment or management, a 1-page local opinion leader–endorsed evidence summary sent to the physician reinforcing the guideline recommendations for the treatment of hypertension and diabetes, and 4 follow-up visits throughout 6 months. Control-arm patients received a BP wallet card, a pamphlet on diabetes, general diabetes advice, and usual care by their physician. The primary outcome measure was the difference in change in systolic BP between the 2 groups at 6 months.

Results A total of 227 eligible patients were randomized to intervention and control arms between May 5, 2005, and September 1, 2006. The mean (SD) patient age was 64.9 (12.1) years, 59.9% were male, and the mean (SD) baseline systolic/diastolic BP was 141.2 (13.9)/77.3 (8.9) mm Hg at baseline. The intervention group had an adjusted mean (SE) greater reduction in systolic BP at 6 months of 5.6 (2.1) mm Hg compared with controls (P = .008). In the subgroup of patients with a systolic BP greater than 160 mm Hg at baseline, BP was reduced by an adjusted mean (SE) of 24.1 (1.9) mm Hg more in intervention patients than in controls (P < .001).

Conclusion Even in patients who have diabetes and hypertension that are relatively well controlled, a pharmacist and nurse team–based intervention resulted in a clinically important improvement in BP.

Trial Registration clinicaltrials.gov Identifier: NCT00374270


Author Affiliations: Department of Medicine, Faculty of Medicine (Ms McLean and Drs McAlister and Tsuyuki), School of Public Health (Drs McAlister, Johnson, and Tsuyuki), and Faculty of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (Drs Makowsky and Tsuyuki), University of Alberta, Edmonton; and Institute of Health Economics (Drs McAlister, Johnson, and Tsuyuki) and Departments of Community Health Sciences (Drs King and Jones) and Medicine (Dr Jones), Faculty of Medicine, and Faculty of Nursing (Dr King), University of Calgary, Calgary, Alberta, Canada.


เภสัชกร ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ด้วย การ โทรศัพท์ติดตาม

เภสัชกร ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ด้วย การ โทรศัพท์ติดตาม

ผู้ป่วยหลายคน มี ปัญหา non compliance

โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้ยามากกว่า 5 ชนิด

เมื่อเราค้นพบผู้ป่วยที่มี non compliance

เภสัชกร สามารถให้คำปรึกษา ผู้ป่วยและโทร ติดตามได้

ดั่งงานชิ้นนี้ เภสัชกร ช่วยให้คนไข้ ตายลดลงถึง ร้อยละ 41 ทีเดียว

BMJ 2006;333:522 (9 September), doi:10.1136/bmj.38905.447118.2F (published 17 August 2006)

Research

Effectiveness of telephone counselling by a pharmacist in reducing mortality in patients receiving polypharmacy: randomised controlled trial

Jennifer Y F Wu, pharmacist1, Wilson Y S Leung, pharmacist1, Sophie Chang, assistant professor3, Benjamin Lee, pharmacist2, Benny Zee, director4, Peter C Y Tong, associate professor1, Juliana C N Chan, professor of medicine and therapeutics1

1 Department of Medicine and Therapeutics, Chinese University of Hong Kong, Prince of Wales Hospital, Shatin, Hong Kong SAR, 2 Department of Pharmacy, Prince of Wales Hospital, 3 School of Pharmacy, Chinese University of Hong Kong, 4 Centre for Clinical Trials, Chinese University of Hong Kong

Correspondence to: J C N Chan jchan@cuhk.edu.hk

Abstract

Objective To investigate the effects of compliance and periodic telephone counselling by a pharmacist on mortality in patients receiving polypharmacy.

Design Two year randomised controlled trial.

Setting Hospital medical clinic.

Participants 502 of 1011 patients receiving five or more drugs for chronic disease found to be non-compliant at the screening visit were invited for randomisation to either the telephone counselling group (n = 219) or control group (n = 223) at enrolment 12-16 weeks later.

Main outcome measures Primary outcome was all cause mortality in randomised patients. Associations between compliance and mortality in the entire cohort of 1011 patients were also examined. Patients were defined as compliant with a drug if they took 80-120% of the prescribed daily dose. To calculate a compliance score for the whole treatment regimen, the number of drugs that the patient was fully compliant with was divided by the total number of prescribed drugs and expressed as a percentage. Only patients who complied with all recommended drugs were considered compliant (100% score).

Results 60 of the 502 eligible patients defaulted and only 442 patients were randomised. After two years, 31 (52%) of the defaulters had died, 38 (17%) of the control group had died, and 25 (11%) of the intervention group had died. After adjustment for confounders, telephone counselling was associated with a 41% reduction in the risk of death (relative risk 0.59, 95% confidence interval 0.35 to 0.97; P = 0.039). The number needed to treat to prevent one death at two years was 16. Other predictors included old age, living alone, rate of admission to hospital, compliance score, number of drugs for chronic disease, and non-treatment with lipid lowering drugs at screening visit. In the cohort of 1011 patients, the adjusted relative risk for death was 1.61 (1.05 to 2.48; P = 0.029) and 2.87 (1.80 to 2.57; P <> in patients with compliance scores of 34-66% and 0-33%, respectively, compared with those who had a compliance score of 67% or more.

Conclusion In patients receiving polypharmacy, poor compliance was associated with increased mortality. Periodic telephone counselling by a pharmacist improved compliance and reduced mortality.


Wednesday, June 2, 2010

ยาคู่นี้ ไม่ใช่สีเทา lopid+simvas

ยาคู่นี้ ไม่ใช่สีเทา lopid+simvas

จงอย่าประมาท

ปัจจุบันเราอาจพบว่า การใช้ยาร่วมกันระหว่าง

gemfibrozil+simvastatin แม้ มีข้อห้ามใช้ แต่แพทย์ก็ยังสั่งยาคู่กัน

เพราะ มีความเชื่อว่า ได้ประโยชน์ กับผู้ป่วย แต่ทว่า

จากงานวิจัย เรื่อง

Effects of Combination Lipid Therapy in Type 2 Diabetes Mellitus

This article (10.1056/NEJMoa1001282) was published on March 14, 2010, and updated on March 18, 2010, at NEJM.org.

Conclusions The combination of fenofibrate and simvastatin did not reduce the rate of fatal cardiovascular events, nonfatal myocardial infarction, or nonfatal stroke, as compared with simvastatin alone. These results do not support the routine use of combination therapy with fenofibrate and simvastatin to reduce cardiovascular risk in the majority of high-risk patients with type 2 diabetes.

พบว่า การใช้ ยา สองชนิด ร่วมกัน ไม่เกิดผลดีเหนือกว่า การใช้ simvastatin เพียงตัวเดียวครับ นอกจากนี้ ในอดีต คดีความที่แพทย์ใน usa แพ้คดี ต้องจ่ายเงินให้คนไข้มากมาย ก็แพ้คดี การใช้ยา statin+ยา lopid นี่แหละครับ

ชัดเจน หาก ใครจ่ายยาคู่นี้ ออกไป จงดูแลตนเองน่ะครับ ระวังถูกฟ้องร้องได้ หากเกิดอะไรขึ้นมากับคนไข้

หมวดหมู่: การบริหารจัดการ การจัดการความรู้
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อ. 04 พฤษภาคม 2553 @ 06:27 แก้ไข: อ. 04 พฤษภาคม 2553 @ 06:27

ความเห็น

1.
P
นาย สามารถ เศรษฐวิทยา
เมื่อ พ. 19 พฤษภาคม 2553 @ 17:24
#2005198 [ ลบ ]

สวัสดีครับพี่หมอ พี่หมอสบายดีน่ะครับ รวยแล้วไม่เคยเจอกันเลย สุดท้ายด้วยความเคารพครับ พี่หมอหล่อมากครับ

2.
P
ราชิต สุพร
เมื่อ ส. 22 พฤษภาคม 2553 @ 09:20
#2009170 [ ลบ ]

การดำเนินวิธีชีวิตด้วยความเรียบง่าย และสุขุ่มนุ่มลึก ก็เป็นแนวทางเลี่ยงจากความประมาทครับ

ชื่นชมครับ แวะมาเยี่ยมเยียน..

3.
P
บุษรา
เมื่อ อ. 01 มิ.ย. 2553 @ 19:09
#2025415 [ ลบ ]
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาเยี่ยมเยียนกันค่ะ สบายดีนะค่ะ พร้อมกับมาเชิญชวนไปชม "สุดยอดส้วม...โรงพยาบาลพะโต๊ะ"
  • ขอบคุณค่ะ
  • Tuesday, June 1, 2010

    วิตามินเพิ่มความอยากอาหารในเด็ก

    วิตามินเพิ่มความอยากอาหารในเด็ก

    พ่อ แม่หลายคนมักจะกังวลกับการที่ลูกไม่ยอมรับประทานอาหาร รับประทานอาหารน้อย หรือรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน ไม่ยอมรับประทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ ส่งผลให้มีภาวะทางโภชนาการที่บกพร่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กได้

    สำหรับ วิตามินที่จะช่วยให้เด็กรับประทานอาหารรับประทานอาหารได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์เนื่องจากไม่ค่อยรับประทานอาหาร และนม จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในตำราทางโภชนศาสตร์พบว่ามีการระบุว่ามีวิตามินบาง ชนิดสามารถช่วยในการเจริญอาหารได้นั้น ได้แก่ วิตามินบี 1 มีฤทธิ์ทำให้ช่วยเจริญอาหาร และวิตามินบี 12 มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตในเด็ก โดยในเด็กที่ด้อยพัฒนาการ และเด็กขาดสารอาหาร มักมีการขาดวิตามิน บี12 และวิตามินอย่างอื่นร่วมด้วย เมื่อให้วิตามิน บี12 จะเพิ่มความอยากอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่เจริญเติบโตเป็นปกติ ไม่ขาดวิตามินนี้ การให้วิตามิน บี12 จึงไม่มีผล

    การที่จะให้วิตามินเสริมเพื่อช่วยให้เด็กเจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น อาจให้ในรูปที่เป็นวิตามิน บีรวม (Vitamin B complex) หรือวิตามินรวม (Multivitamins) ซึ่งจะช่วยเสริมวิตามินอื่นๆ ที่เด็กไม่ค่อยรับประทานอาหารและนมซึ่งอาจมีภาวะของการขาดวิตามินได้

    เด็ก ที่ควรได้รับวิตามินเสริม ได้แก่ เด็กที่มักรับประทานอาหารตามใจชอบ ซึ่งมักจะได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังไม่ยอมรับประทานผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์บางชนิด จึงเป็นสาเหตุให้เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน รวมไปถึงเด็กกำลังพักฟื้นหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้เพราะร่างกายต้องการสารอาหารวิตามินเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษในการซ่อม แซมเนื้อเยื่อ หรือเสริมสร้างภูมิต้านทาน หรือหากเด็กมีโรคประจำตัวบางโรคอาจทำให้มีความต้องการวิตามินบางชนิดมากกว่า ปกติ หรืออาจจะรับประทานยาบางประเภทที่ทำลายหรือรบกวนการดูดซึมวิตามินและเกลือ แร่ในร่างกายจึงอาจต้องพิจารณาให้วิตามินเสริมแก่เด็กเหล่านี้

    อย่าง ไรก็ตามการให้วิตามินเสริมนั้นเป็นเพียงการเติมเต็มอาหารที่เด็กควรรับ ประทานตามปกติเท่านั้น วิตามินเสริมไม่สามารถทดแทนสารอาหารหลากหลายชนิดที่เด็กจะได้รับจากแหล่ง อาหารตามธรรมชาติ ดังนั้นขณะที่เด็กรับประทานวิตามินเสริม ควรพยายามให้เด็กรับประทานอาหารหลัก ผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อให้ได้รับกากใยอาหารและสารประกอบวิตามินต่างๆ ที่วิตามินเสริมไม่มี แต่ทั้งนี้การให้วิตามินเสริมควรคำนึงถึงปริมาณที่ได้รับด้วย โดยทั้งนี้ไม่ควรเกิน 100% ของปริมาณอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับแต่ละช่วงอายุด้วย เนื่องจากจะได้รับจากการรับประทานอาหารปกติอีกด้วย และการได้รับวิตามินบางชนิดที่มากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

    ตารางแสดงปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRIs): ปริมาณวิตามินที่แนะนำสำหรับเด็กในช่วงวัยต่างๆ

    เอกสารอ้างอิง

    นุช ภิรมย์ และเอื้อมพร สกุลแก้ว. Vitamin for kid วิตามินสำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ใกล้หมอ. 2548

    Peckenpaugh NJ, and Poleman CM. Chapter 5: Food as the Source of Vitamins, Minerals,
    Phytochemicals, and Water. In Nutrition Essentials and Diet Therpy. 8th ed. Philadelphia: W.B. Saunders Company. 1999.

    โพยม วงศ์ภูวรักษ์. บทที่2 ความต้องการพลังงานและความต้องการสารอาหาร. ใน การให้อาหารทางหลอดเลือดและการให้อาหารทางสายยาง. สงขลา: ภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 2549

    เอกสาร ประกอบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพด้านการบริบาลทางเภสัชกรรม หลักสูตรการบริบาลเภสัชกรรม (รุ่นที่ 1) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา. 2550

    : กาย
    : บทความ
    : สุขภาพดี
    panupong 27 ต.ค. 2552 28 ต.ค. 2552
    ความคิดเห็น (1)

    ตอนเด็กๆ เป็นคนที่กินยากและเลือกกินมาก
    ทำให้คุณแม่ต้องปวดหัวอยู่บ่อยๆ
    ถึงขนาดต้องจ้างให้กินข้าว กินไข่ กินนมเลยค่ะ

    กุ้งนาง (117.47.182.42) 28 ตุลาคม 2552 - 19:26 (#378)

    Saturday, May 1, 2010

    SLE หรือโรคพุ่มพวง

    SLE หรือโรคพุ่มพวง

    SLE คือ อะไร
    โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus – SLE) หรือที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยในชื่อของ “โรคพุ่มพวง” เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิต้านที่ผิดปกติ แล้วย้อนกลับมามีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยทำให้เกิดความผิดปกติต่อเส้นผม ผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ สมอง เลือด หลอดเลือด และองค์ประกอบอื่นๆ (ผิดปกติได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย) โดยที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการที่เกิดกับอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ได้แก่ เส้นผมและผิวหนัง จะมีผมร่วง มีผื่นที่ผิวหนัง มีภาวะแพ้แสงแดด (Photosensitivity)

    ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 20-45 ปี โดยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 9-10 เท่า พบได้ในทุกเชื้อชาติ จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าผิวขาว พบมากในบริเวณเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และจีน

    ในปัจจุบันสาเหตุของโรค เอส แอล อี ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าอาจเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน คือ
    1. กรรมพันธุ์ 2. ฮอร์โมนเพศหญิง
    3. ภาวะติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัส

    แนวทางการรักษา
    การรักษาโรค SLE ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นโรคต่าง ๆ และให้ยาจำเพาะสำหรับโรค ยาที่รักษา SLE นั้นมีหลายชนิด ยาที่แพทย์มักจะเลือกใช้คือ

    1. ยาต้านเชื้อมาเลเรีย จำพวก chloroquine ใช้ในรายที่อาการไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ มีผื่นขึ้น
    2. ยาพวก corticosteroid มีทั้งยากินและฉีด ในรายที่รุนแรงให้เป็นยาฉีด สำหรับความรุนแรงปานกลางให้เป็นยากิน
    3. ยาพวกปรับภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด มักใช้ในกรณีที่โรครุนแรง มีพยาธิสภาพกับอวัยวะภายในร่วมด้วย เช่น ที่สมอง ไต ปอด หัวใจ เป็นต้น
    4. ให้สารอิมมูโนโกลบูลินขนาดสูง ใช้ในรายที่ SLE ดื้อต่อยาอื่น ๆ จะได้ผลประมาณ 60% โดยเฉพาะ SLE ที่มีพยาธิสภาพที่ไตและสมองได้ผลดี ข้อดีของยานี้ช่วยไม่ให้ติดเชื้อง่าย
    5. การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา เป็นการรักษา SLE ที่มีอาการหนักและรุนแรงมากเป็นกรรมวิธีที่ต้องใช้ร่วมกับยาปรับภูมิคุ้มกัน

    จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรค SLE

    1. ในระยะแรกที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
    2. พยายามอย่าให้ผิวหนังถูกแสงแดดโดยตรง ควรใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม และสวมใส่เสื้อแขนยาวเวลาที่จำเป็นต้องออกแดด
    3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด ท้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ ควรมีกำลังใจและมีความอดทนต่อการรักษา
    4. เสริม สร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ต่าง ๆ ควรการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    5. เนื่องจากผู้ป่วย SLE มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายจึงต้องคอยระวังตัว ไม่เข้าใกล้ผู้ที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหวัด หลีกเลี่ยงการอยู่ในชุมชนแออัด นอกจากนี้อาหารที่รับประทานทุกชนิดควรเป็นอาหารที่สุก สะอาด
    6. ปฏิบัติ ตามคำแนะนำของแพทย์ ไปรับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและประเมินความรุนแรงของโรค ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
    7. ไม่ควรเปลี่ยน แพทย์ผู้รักษาบ่อย ๆ เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดของ อาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายได้
    8. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนธรรมดา
    9. ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
    10. หาก พบอาการผิดปกติ มีไข้ หรือไม่สบาย ควรรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที หรือหากจะไปหาแพทย์ท่านอื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อว่าแพทย์จะได้จัดยาได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยาที่รับประทานอยู่เป็น ประจำ
    11. ผู้ป่วยหญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ควรมีบุตรในระยะที่โรคกำเริบ เพราะจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดเพราะอาจจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลี่ยงไปใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ผู้ป่วยจะสามารถตั้งครรภ์ได้เมื่อพ้นระยะที่โรคมีความรุนแรงแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่าง ใกล้ชิดจากแพทย์

    เอกสารอ้างอิง
    Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach, Sixth Edition 2005, p.1981-1986.

    The American College of Rheumatology revised criteria for the classification of systemic lupus erythematosus 1997.

    เอกสาร ประกอบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพด้านการบริบาลทางเภสัชกรรม หลักสูตรการบริบาลเภสัชกรรม (รุ่นที่ 1) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา. 2550

    : กาย
    : บทความ
    : สุขภาพดี
    : sle โรค